วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2558

ประเทศโตโก 
ประเทศโตโก อยู่ทางด้านตะวันตกของทวีปแอฟริกา ตั้งอยู่บนอ่าวกีเนียขึ้นไปจนถึงประเทศเบอกินาฟาโกทางเหนือของประเทศ โตโกมีทั้งชายหาดที่เงียบสงบสวยงาม ป่าฝนที่เขียวขจี ทุ่งหญ้าสวันนา ทำให้ที่นี่มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติมากมาย และยังมีการผสมผสานของวัฒนธรรมของชนเผ่าหลายเผ่าอีกด้วย
สถานที่เที่ยวหลักๆ ที่ซึ่งอยู่ในเมือง Lomé ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศ อาทิเช่น ตลาด Le Grand Marché หรือ Voodoo Fetish market นอกจากนี้เมื่อออกไปนอกเมืองเพียงไม่นานจะพบกับชายหาด Avepozo and Baguida ขณะที่ทางเหนือของประเทศมีเครือข่ายถ้ำ Nano และ Maproug ซึ่งเคยเป็นที่อยู่อาศัยของชนพื้นเมืองในระหว่างศตวรรษที่ 17 ถึง 19 นอกจากนี้ Réserve de Sarakawa ซึ่งเป็นพื้นที่อนุรักษ์สำหรับ ละมั่ง ควายป่าและม้าลาย
ประวัติศาสตร์
ระหว่างศตวรรษที่ 11 ถึงศตวรรษที่ 16 ประเทศโตโกได้เป็นที่อยู่อาศัยของหลากหลายชนเผ่า เช่น เผ่า Ewe เผ่า Guin และเผ่าMina ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะมีการตั้งรกรากอยู่ริมชายหาด ช่วงต้นศตวรร์ที่ 16 ชาวยุโรปได้จัดรวมให้พื้นที่บริเวณนี้เป็น “ชายฝั่งแรงงาน” (The Slave Coast)
ปลายศตวรรษที่ 19 เยอรมันได้เข้ามาในพื้นที่แถบชายหาดของโตโก และในปี 1905 โตโกได้เป็นที่รู้จักกันในนามของโตโกแลนด์ ซึ่งเป็นหนึ่งในอาณานิคมของเยอรมัน ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งเยอรมันเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ โตโกแลนด์ได้ตกไปอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษและฝรั่งเศส และได้ไปอยู่ภายใต้สหรัฐอเมริกาหลังสงครามโลกครั้งที่สอง จนกระทั่งในที่สุดในปี 1960 โตโกก็ได้ประกาศอิสรภาพและเป็นที่รู้จักกันในชื่อ Togolese Republic
ภูมิอากาศ
โตโกมีภูมิอากาศแบบเขตร้อนชื้อ ปริมาณฝนและอุณหภูมิแตกต่างกันออกไปแล้วแต่ลักษณะพื้นที่ แต่โดยทั่วไปโตโกมีฝนตกน้อยกว่าประเทศอื่นในแถบอ่าวกีเนีย ภาคใต้ของประเทศมีฤดูฝนสองครั้งในรอบปี ช่วงแรกคือระหว่างเดือนมีนาคมจนถึงต้นเดือนกรกฏาคม และอีกครั้งระหว่างเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม
ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยต่อปีคือ 1,500 มม. โดยที่บริเวณริมชายฝั่งจะมีปริมาณน้ำฝนต่ำกว่าอยู่ที่ 780 มม. ทางตอนเหนือของโตโกซึ่งมีภูมิประเทศเป็นเทือกเขา มีฤดูฝนเพียงครั้งเดียวต่อปี นั่นคือในช่วงเดือนเมษายนไปจนถึงเดือนสิงหาคม ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยต่อปีคือ 1,000 มม. อุณหภูมิทางตอนใต้ของประเทศอยู่ระหว่าง 23-30 องศาเซลเซียส ขณะที่ทางตอนบนของประเทศอยู่ที่ 15-35 องศาเซลเซียส
Cr.HotelTravel

Ramadon
รอมะฎอน (อาหรับ: رمضان‎) การสะกดอื่นๆ รอมดอน รอมาดอน รอมะดอน รอมฎอน คือเดือนที่ 9 ของปฏิทินฮิจญ์เราะหฺ หรือปฏิทินอิสลาม เป็นเดือนที่มุสลิมถือศีลอดทั้งเดือน ด้วยเหตุนี้จึงเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า เดือนบวช และถือว่าเป็นเดือนที่สำคัญที่สุดเดือนหนึ่ง มุสลิมจะต้องอดอาหารเพื่อที่จะได้มีความรู้สึกถึงคนที่ไม่ได้รับการดูแลจากสังคม เช่น คนยากจน เป็นต้น และเดือนนี้ยังเป็นเดือนที่อัลกรุอานได้ถูกประทานลงมาเป็นทางนำให้กับมนุษย์ มุสลิมจึงต้องอ่านอัลกุรอาน เพื่อศึกษาถึงสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้มนุษย์รู้ว่าการเป็นอยู่ในโลกนี้และโลกหน้าจะเป้นอย่างไร และจะต้องทำตัวอย่างไรบ้าง กิจกรรมพิเศษของมุสลิมนิกายซุนนะหฺคือการละหมาดตะรอเวียะฮฺในยามค่ำของเดือนนี้

การถือศีลอดเป็นมุขบัญญัติ 1 ใน 5 ของอิสลาม หรือที่มุสลิมเรียกว่ารุก่นอิสลาม ศีลอด หรือที่เรียกว่า "การถือบวช" ตามการเรียกที่คนไทยนิยมเรียกกัน เป็นศีลคล้ายๆ ศีล 5 ของพี่น้องชาวพุทธ แต่ศีลของอิสลามนั้นไม่ปฏิบัติไม่ได้ มุสลิมทุกคนที่บรรลุศาสนภาวะแล้วจำเป็น (วายิบ) ต้องปฏิบัติศีลข้อนี้โดยเคร่งครัด ยกเว้นคนที่เจ็บไข้ได้ป่วย คนชรา หญิงมีครรภ์ เด็กที่ยังไม่บรรลุศาสนภาวะ คนเดินทาง เหล่านี้ยกเว้น การถือศีลอด นั้นก็หมายความว่า บังคับกับผู้ที่มีความสามารถเท่านั้น

 
 

ในหนึ่งปีจะมีการถือศีลอดบังคับนี้เพียงหนึ่งเดือนคือเดือนรอมฎอน เดือนในอิสลามนับทางจันทรคติ ค่ำจึงมาก่อนวัน และเป็นไปตามข้อเท็จจริง กล่าวคือตะวันลับขอบฟ้าคือค่ำ ตรงกับวันอะไรก็เป็นค่ำคืนของวันนั้น หนึ่งเดือนจะมี 29 กับ 30 วัน

ฉะนั้นการกำหนดเดือนจึงอาศัยการดูดวงจันทร์เป็นสำคัญ การเห็นจันทร์เสี้ยวแรกนั้นหมายถึงค่ำนั้นเป็นค่ำของวันใหม่และขึ้นเดือนใหม่ด้วย ปัจจุบันความรู้ทางดาราศาสตร์ก้าวหน้ามาก เราสามารถคำนวนการมีของจันทร์เสี้ยวได้อย่างแม่นยำ การดูจันทร์เสี้ยวจึงกำหนดองค์ศาและมุมได้อย่างชัดเจน เมื่อมีการคำนวนอายุของดวงจันทร์ กำหนดมุมและองค์ศาได้ การดูจึงไม่ยากอีกต่อไป

การถือศีลอดเริ่มตั้งแต่รุ่งอรุณ (ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น) ไปจนถึงดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ตลอดช่วงกลางวัน ผู้ที่ถือศีลอดจะกินหรือดื่มสิ่งใดๆ ไม่ได้เลย ยกเว้นน้ำลาย จะเป็นน้ำสักหยดก็ไม่ได้ ฟังดูแล้วเป็นเรื่องยากมากๆ เพราะเราแค่อดข้าวมื้อเดียวก็ดูเหมือนจะไม่ไหวเสียแล้ว มีคำถามว่าทำไมมุสลิมอดได้ ถ้าจะตอบแบบไม่ต้องให้ถามต่อ ก็ตอบว่า "เพราะศรัทธา"

มีมุสลิมไม่ถือศีลอดหรือไม่ ? ตอบว่า "มี" ถ้าไม่ถือศีลอดด้วยข้อยกเว้น ก็ไม่ใช่ปัญหา บางท่านก็อดไม่ได้ อาจจะด้วยศรัทธาหย่อนยาน เบาความนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าท่านไม่ถือศีลอดด้วยเหตุใดก็ตาม ในช่วงเดือนรอมฎอน ศาสนาก็ไม่อนุญาตให้ท่านมาเดินกินดื่มโชว์ชาวบ้านเขา ถ้าเป็นประเทศที่ใช้กฎหมายอิสลาม คนนี้ถูกจับแน่ๆ อย่างเช่น ประเทศไทยถ้าใช้กฎหมายพุทธ คนดื่มเหล้าถูกจับแน่นอน

สมมุติเบดูอินไปกินข้าวจนอิ่ม นึกขึ้นได้ว่า กำลังถือศีลอด อย่างนี้เสียหรือไม่ ก็ตอบว่าไม่เสีย แต่ต้องหยุดกินทันที การกระทำที่ไร้สติ หลงลืม ไม่มีเจตนา ไม่ถือเป็นความผิด แต่ไม่ใช่แกล้งลืม

การถือศีลอด ไม่ได้หมายความว่า ไม่กิน ไม่ดื่มเท่านั้น แต่หมายถึงการงดเว้น ในอบายมุขทุกประเภท ถือศีลอดแต่นั่งนินทาชาวบ้าน อันนี้ผิดการถือศิลอดเขามีปัญหาแน่ ฉะนั้น การมีเพศสัมพันธ์ การลักขโมย ฯลฯ เป็นสิ่งต้องห้าม เป้าหมายของการถือศีลอดนั้น พระผู้เป็นเจ้า อัลเลาะฮ์ (ซ.บ.) ได้กล่าวไว้ในพระมหาคัมภีร์ว่า "เพื่อให้เกิดความยำเกรง" จึงสรุปได้ว่า หากมุสลิมไม่ถือศีลอด ด้วยกับไม่มีเหตุจำเป็น นั้นหมายความว่า มุสลิมคนนั้นไม่มีความยำเกรงต่อพระเจ้าเลย

เดือนรอมฎอนเป็นเดือนที่พระมหาคัมภีร์ อัล-กุรอ่าน ได้ถูกประทานลงมาเป็นครั้งแรก ซึ่งคัมภีร์นี้มุสลิมถือว่าเป็นพระดำรัสของพระเจ้า (กาลามุลลอฮ์) มิใช่เป็นคำของท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ.ล.) และในค่ำคืนหนึ่งในเดือนรอมฎอนเป็นค่ำคืนแห่งเกียรติยศ (ลัยละตุลก็อดรฺ) ที่หากทำความดีตรงกับคืนนั้นจะมีความดีเท่ากับได้ทำเป็นพันเดือน (หรือประมาณ 80 ปีกว่า) การทำความดีอาสา (สุนัต) ได้ผลบุญเท่ากับทำความดีภาคบังคับ (ฟัรดู) ฉะนั้นเดือนนี้ศาสนาจึงสนับสนุนให้ทำความดี บริจาคทาน ช่วยเหลือคนยากจน ขัดสน เด็กกำพร้า หญิงหม้าย คนที่ด้อยกว่า

 


นอกจากนี้การอ่านพระมหาคัมภีร์ ก็ยังเป็นสิ่งที่ส่งเสริมให้ปฏิบัติ เราจึงเห็นมุสลิมโดยทั่วไปจะอ่านคัมภีร์ เรื่องการอ่านคัมภีร์นี้เป็นสิ่งที่จำเป็น คนมุสลิมแม้จะแปลคัมภีร์ไม่ได้แต่จะอ่านคัมภีร์ได้เป็นส่วนมาก เด็กๆทุกคนจะมีการเรียนการสอนในเรื่องนี้ที่เรียกว่าฟัดูอีนหรือตาดีกา ในภาคใต้ ฉะนั้นมุสลิมเกือบทุกคนจะอ่านพระคัมภีร์ได้

นี่คือความสำคัญของเดือนนี้ นี่คือคำตอบว่าทำไมมุสลิมจึงให้ความสำคัญกับเดือนนี้มาก ความจริงเมื่อถึงเดือนรอมฎอน มุสลิมทุกคนน่าจะหลีกหนี ไม่อยากให้เดือนนี้มาถึงเพราะต้องอด แต่ตรงกันข้ามมุสลิมทุกคนกลับรอคอยเดือนนี้ด้วยความยินดี จะสังเกตุว่าในชุมชนมุสลิมจะคึกคัก ค่ำคืนจะสว่างไสว ในมัสยิด (สุเหร่า) จะมีคนมาทำความดี (อิบาดะฮ์) กันอย่างมากมาย ดึกดื่น

แต่ว่าวิถีชีวิตก็เป็นไปตามปกติ ใครทำงานอะไรก็ทำอย่างนั้น มิใช่ว่าพอถือศีลอดแล้ว นั่งงอมืองอเท้า ไม่ทำมาหากิน อย่างนี้ก็ถือว่าผิด

การถือศีลอดได้ฝึกและสอนให้มีความอดทน มีเมตตา เห็นอกเห็นใจ คนยากจนหิวโหย ความหิวที่เกิดจากการถือศิลอดจะทำให้ระลึกถึงคนยากจนที่หิวโหย เมื่อก่อนที่เราอิ่มเราจะนึกถึงคนที่หิวไม่ได้ว่ามันทรมานอย่างไร แต่เมื่อเราได้อดอย่างนี้เราจะเข้าใจได้ทันทีว่า คนที่หิวนั้นทรมานเช่นไร ?

ท่านศาสดากล่าวว่า "ท่านจงถือศีลอด แล้วท่านจะสุขภาพดี" มีแพทย์หลายท่านได้ทำการวิจัยในเรื่องนี้ ยอมรับว่าการที่ร่างกายได้หยุดพักแบบจริงๆ อย่างนี้ทำให้โรคบางอย่างหายไป ร่างกายได้มีโอกาสซ่อมแซม เฉกเช่นเครื่องยนต์ที่เดินเครื่องมาตลอดไม่เคยหยุดพักเลย ได้หยุดเสียบ้างก็จะดี การหยุดไม่กินไม่ดื่มเลยจริงๆ ทำให้กระเพราะอาหารได้พักผ่อน โรคบางโรคหายได้เช่นโรคกระเพาะอาหาร

คนเรากินอาหาร 3 มื้อก็จริง แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วกินตลอดวัน กระเพาะอาหารต้องทำงานตลอดเวลา เป็นต้นเหตุให้ร่างกายเกิดโรคสารพัด อย่างในปัจจุบัน การหยุดกินเสียบ้างก็จะทำให้ร่างกายได้พักผ่อน

เมื่อสิ้นเดือนรอมะฎอนแล้ว จะมีการเฉลิมฉลองในวันที่ 1 เดือนเชาวาล เรียกว่า อีดุลฟิฏริหรือ วันอีดเล็ก

วันไหว้พระจันทร์
         ค่ำคืนวันที่ 27 กันยายน 2558 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญของคนจีน นั่นคือ วันไหว้พระจันทร์ 2558ซึ่ง วันไหว้พระจันทร์ ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 โดยในบางปี วันไหว้พระจันทร์ จะตรงกับเดือนกันยายน หรือตุลาคม ซึ่งก็คือช่วงกลางฤดูใบไม้ร่วง ชาวจีนจึงเรียกว่า "จงชิว" (Zhong Qiu) แปลว่า "กลางฤดูใบไม้ร่วง"  ซี่ง วันไหว้พระจันทร์ เป็นประเพณีที่ชาวจีนถือปฏิบัติสืบต่อกันมานับพันปี 
ความเชื่อเกี่ยวกับ วันไหว้พระจันทร์ 
         วันไหว้พระจันทร์ เป็นวันที่พระจันทร์ส่องแสงงดงามที่สุด และเต็มดวงที่สุด ชาวจีนจึงให้พระจันทร์เป็นสัญลักษณ์ของความสวยงาม เป็นสื่อกลางของการคิดถึงซึ่งกันและกัน เมื่อคนในครอบครัวจากบ้านเกิดไปไกลคิดถึงครอบครัว ก็ให้แหงนมองดวงจันทร์ส่งความรู้สึกที่ดี ส่งความคิดถึงไปสู่ครอบครัวและคนที่รักผ่านดวงจันทร์
         นอกจากนี้ ชาวจีนยังถือว่า วันไหว้พระจันทร์ เป็นวันที่คนในครอบครัวจะได้แสดงความสามัคคีกัน และได้ชมดวงจันทร์พร้อมหน้ากัน ซึ่งชาวจีนได้นิยาม วันไหว้พระจันทร์ ว่า "วันแห่งการอยู่พร้อมหน้าของครอบครัว" 
ประวัติวันไหว้พระจันทร์  

         อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับต้นกำเนิดของเทศกาลนี้ ยังคงไม่เป็นที่ปรากฏแน่ชัด บ้างก็ว่าจักรพรรดิ์วู แห่งราชวงศ์ฮั่น เป็นผู้ริเริ่มการฉลองเพื่อกราบไว้พระจันทร์เป็นเวลา 3 วันในฤดูใบไม้ร่วงนี้
         ขณะที่บางประวัติศาสตร์กล่าวว่า เทศกาลไหว้พระจันทร์ เกิดขึ้นในราวปี พ.ศ. 1911 ในช่วงมองโกลยึดครองจีน ขนมเค้กที่ทำขึ้นก็เพื่อซุกซ่อนข้อความลับของพวกกบฏ ที่มีถึงประชาชนทั่วทั้งประเทศให้มาชุมนุมกันครั้งใหญ่ในเดือน 10 นี้ ทหารมองโกลไม่ได้ระแวงถึงจุดประสงค์ของพวกกบฏ เพราะคิดว่าขนมเค้กเหล่านั้นเป็นการทำตามประเพณีดั่งเดิมของชาวจีน ด้วยเหตุนี้ในคืนนั้นเองทหารมองโกลจึงถูกปราบเสียราบคาบ หลังจากที่ราชวงศ์ใหม่คือราชวงศ์หมิงได้ถูกจัดตั้งขึ้นแล้ว วันไหว้พระจันทร์ จึงถือปฏิบัติกันมาจนถึงทุกวันนี้
การไหว้พระจันทร์ 

         ก่อนหน้านี้ วันไหว้พระจันทร์ ชาวจีนที่เป็นผู้ชายจะไม่นิยมไหว้พระจันทร์ เนื่องจากชาวจีนเชื่อว่า พระจันทร์ถือเป็นหยินซึ่งเป็นธาตุของผู้หญิง ผู้ชายถือเป็นหยาง ดังนั้น จึงให้แต่ผู้หญิงเป็นคนไหว้เท่านั้น แต่ปัจจุบันชาวจีนทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ก็สามารถไหว้พระจันทร์ได้เช่นกัน
         การไหว้พระจันทร์ จะเริ่มต้นตอนหัวค่ำซึ่งดวงจันทร์เริ่มปรากฏบนท้องฟ้า และถึงแม้ปีไหนหรือสถานที่แห่งใดมองไม่เห็นพระจันทร์ แต่การไหว้พระจันทร์ของชาวจีน ก็จะยังต้องมีการไหว้พระจันทร์ในค่ำคืนนั้นเหมือนเดิม พิธีดำเนินไปจนถึงประมาณ 4-5 ทุ่ม หลังเสร็จพิธีทุกคนในครอบครัวจะตั้งวงแบ่งกันกินขนมไหว้พระจันทร์ โดยขนมต้องนำมาหั่นแบ่งให้เท่ากับจำนวนคนในครอบครัว ห้ามเกินหรือขาด และแต่ละชิ้นต้องมีขนาดที่เท่ากัน ขนมไหว้พระจันทร์จึงเป็นสัญลักษณ์ของความสามัคคี ความกลมเกลียวคนในครอบครัว ดังนั้น รูปลักษณะของขนมไหว้พระจันทร์ จะต้องทำเป็นก้อนวงกลมเท่านั้น
          ทั้งนี้แม้วันไหว้พระจันทร์จะเป็นเทศกาลของชาวจีน แต่ปัจจุบันก็มีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ร่วมทำพิธีไหว้พระจันทร์ด้วย เพื่อความเป็นสิริมงคลตามความเชื่อ ดังนั้นหากปีนี้บ้านไหนมีความตั้งใจจะไหว้ขอพรจากพระจันทร์อยู่ละก็ ต้องเตรียมของไหว้พระจันทร์ต่าง ๆ ให้พร้อม 

Cr. Kapook 

วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2558

 มาเก๊า (Macau) เป็นเมืองที่ผสมผสานไปด้วยวัฒนธรรมตะวันตกและตะวันออกอย่างลงตัว สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความสนใจจากคนทั่วโลกนั้น มีทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และแหล่งบันเทิงอย่างคาสิโนขนาดใหญ่ เรียกได้ว่าเป็นลาสเวกัสแห่งโลกตะวันออกเลยก็ว่าได้ นับว่าเป็นอีกเมืองที่มีเสน่ห์น่าหลงใหล วันนี้กระปุกดอทคอมเลยหยิบเอา 10 สถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตในมาเก๊าจาก china.org.cn มาฝากกันด้วย ใครที่กำลังวางแผนเดินทางไปเที่ยวมาเก๊าพักผ่อนชิล ๆ ชาร์จพลังให้ตัวเองละก็...อย่ารอช้าตามเราไปเที่ยวกันเลย

10 แหล่งท่องเที่ยวในมาเก๊า สัมผัสลาสเวกัสแห่งโลกตะวันออก

1. ซากประตูโบสถ์เซนต์ปอล (Ruins of St. Paul's)


          ซากประตูโบสถ์เซนต์ปอลที่หลงเหลืออยู่นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของโบสถ์ในอดีต และยังเป็นแลนด์มาร์กที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในเมืองด้วย โดยโบสถ์ถูกสร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1580 แต่น่าเสียดายว่าถูกไฟไหม้เป็นหลายครั้งตั้งแต่ ค.ศ. 1595-1601 จนเริ่มมีการบูรณะในปี 1602 แต่ถึงแม้จะมีการซ่อมแซมหลายครั้ง ในที่สุดก็มีการสร้างใหม่ทั้งหลังและสร้างให้มีขนาดใหญ่มากกว่าเดิม ถือได้ว่าเป็นโบสถ์คาทอลิกขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออก สร้างแล้วเสร็จเมื่อปี ค.ศ.1637 แต่ซ้ำร้ายถูกไฟไหม้อีกครั้ง จนเหลือเพียงซากกำแพงด้านหน้าและบันไดหินสีขาวเท่านั้น ซึ่งก็ยังคงความสง่างามทางประวัติศาสตร์อยู่เหมือนเดิม และจากบันทึกในประวัติศาสตร์โบสถ์สร้างด้วยหินสีขาวทั้งหลังและตกแต่งอย่างอลังการ  ถัดมาในปี ค.ศ. 2005 ยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนโบสถ์แห่งนี้ให้เป็นมรดกโลก เพราะเป็นศูนย์กลางประวัติศาสตร์ในอดีตของมาเก๊า

          ข้อมูลเพิ่มเติม :
 เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 06.00-19.00 น. (เดือนพฤษภาคม-กันยายน) และ 07.00-18.00 น. (เดือนตุลาคม-เมษายน)


 10 แหล่งท่องเที่ยวในมาเก๊า สัมผัสลาสเวกัสแห่งโลกตะวันออก

2. วัดอาม่า (A-Ma Temple)

          เป็นวัดที่สร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1488 หรือสมัยราชวงศ์หมิง เรียกได้ว่าวัดอาม่านั้นเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในมาเก๊า สร้างขึ้นมาเพื่อใช้เป็นสถานที่เฉลิมฉลองเจ้าแม่มาจู่หรือเทพธิดาแห่งท้องทะเล ผู้ซึ่งปกปักษ์รักษาชาวประมงและคนเดินเรือในเมืองนั่นเอง ตัววัดตั้งอยู่บนหน้าผา ทำให้มีบรรยากาศที่เงียบสงบ ลมพัดเย็นสบาย และมีวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม  มีลักษณะเป็นสถาปัตยกรรมจีนคลาสสิกอันทรงคุณค่า นอกจากนี้ยังได้รับการยกย่องให้เป็นศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์ และขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 2005 ด้วย


 10 แหล่งท่องเที่ยวในมาเก๊า สัมผัสลาสเวกัสแห่งโลกตะวันออก

3. คาสิโน (Casino)

          เขตบริหารพิเศษมาเก๊านอกจากจะเป็นศูนย์รวมมรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมมากมายแล้ว ยังเป็นที่รู้จักกันดีในนามของ "ลาสเวกัสแห่งโลกตะวันออก" เพราะเป็นแหล่งอุตสาหกรรมการพนันที่ใหญ่และเฟื่องฟูมาก คล้าย ๆ กับลาสเวกัสนั่นเอง สำหรับคาสิโนที่มีชื่อเสียงนั้น มีทั้งคาสิโนที่นำเข้ามาอย่าง "เวเนเชี่ยนมาเก๊า" และยังมีคาสิโนที่มีชื่อเสียงมายาวนานอย่าง "แกรนด์ลิสบัว" ซึ่งเจ้าของธุรกิจเป็นคนมาเก๊า ทั้งนี้ แม้ว่าในมาเก๊าจะเป็นแหล่งขึ้นชื่อด้านคาสิโน แต่กฎหมายก็กำหนดห้ามไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี เข้าไปในเขตคาสิโนนะจ๊ะ

 10 แหล่งท่องเที่ยวในมาเก๊า สัมผัสลาสเวกัสแห่งโลกตะวันออก

4. มาเก๊า ฟิชเชอร์แมน วาร์ฟ (Macau Fisherman's Wharf)

          สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้ ๆ กับท่าเรือเฟอร์รี่และที่ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ฮ่องกง-มาเก๊า ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเดินจากท่าเรือมายังฟิชเชอร์แมน วาร์ฟ โดยใช้เวลาเพียง 5 นาทีเท่านั้น จุดเด่นของที่นี่ คือ สถาปัตยกรรมที่สะท้อนให้เห็นถึงแก่นแท้ทางวัฒนธรรมของมาเก๊า พื้นที่บริเวณนี้เต็มไปด้วยร้านอาหาร แหล่งช้อปปิ้ง ที่พักอาศัย รวมถึงใช้เป็นสถานที่สำหรับจัดนิทรรศการและการชุมนุมต่าง ๆ โดยมาเก๊า ฟิชเชอร์แมน วาร์ฟ ถูกแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ ๆ ได้แก่ ส่วนท่าเรือแห่งราชวงศ์ (Dynasty Wharf) เป็นบริเวณที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมโบราณแบบจีนในช่วงราชวงศ์ถัง, ส่วนตะวันออกพบตะวันตก (East Meets West) พื้นที่บริเวณนี้จะห้อมล้อมไปด้วยสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกและตะวันออก และส่วนท่าเรือในตำนาน (Legend Wharf) เป็นพื้นที่ของร้านค้า โรงแรม ร้านอาหาร และกาสิโน

          ข้อมูลเพิ่มเติม : เปิดตลอด 24 ชั่วโมง ไม่เสียค่าเข้าชม

5. ฟอร์ทาเลซา ดู มอนเต (Fortaleza do monte)

           เป็นป้อมปราการที่สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นศูนย์กลางทางทหาร และยังได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลก เพราะถือว่าเป็นศูนย์รวมแห่งวัฒนธรรมของมาเก๊า ป้อมปราการนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของวัดเก่าเซนต์ปอล ถูกสร้างขึ้นเมื่อคริสต์ศตวรรษ 16 เพื่อป้องกันการบุกรุกโบสถ์เซนต์ปอลจากพวกโจรสลัด หลังจากนั้นก็ถูกใช้เป็นป้อมปราการทางทหารแทน แต่เนื่องจากตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่งดงาม จึงกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ผู้คนสามารถรับชมวิวได้ครบทั่วทั้งมาเก๊าเลย

          ข้อมูลเพิ่มเติม : เปิดให้บริการตั้งแต่ 06.00-19.00 น. (เดือนพฤษภาคม-กันยายน), 07.00-18.00 น. (เดือนตุลาคม-เมษายน)

 10 แหล่งท่องเที่ยวในมาเก๊า สัมผัสลาสเวกัสแห่งโลกตะวันออก

6. วัดเจ้าแม่กวนอิม (Kun Iam Temple)

          เป็นวัดพุทธที่มีความสำคัญกับชาวมาเก๊ามาก เพราะภายในมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจหลายอย่าง เช่น พระพุทธรูปล้ำค่าสำหรับสักการบูชาเพื่อชีวิตที่ยั่งยืน และรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมที่สวมชุดผ้าไหมอยู่บัลลังก์ที่มีชายผ้า (เปลี่ยนทุกปี) โดยมีพระพุทธรูป 18 องค์ ตั้งอยู่ทั้งสองฝั่งของโต๊ะบูชา โรงสวดศพ และภาพเขียนพู่กันรูปเจ้าแม่กวนอิม ส่วนด้านหลังวัดเป็นระเบียงและมีโบราณวัตถุที่สำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างโต๊ะหินที่ใช้ในการลงนามสนธิสัญญาจีนอเมริกัน ซึ่งฉบับแรกลงเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ค.ศ. 1844 โดย คียิง อุปราชแห่งกวางตุ้ง และ คาเล็บ คุชชิง รัฐมนตรีสหรัฐอเมริกา บริเวณนี้มีต้นไทรโบราณแผ่กิ่งก้านพันกันไปมา ซึ่งชาวมาเก๊าเชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงความรักที่ซื่อสัตย์ของสามีภรรยา นอกจากนี้ ยังมีน้ำพุที่มีรูปร่างเหมือนภูมิประเทศจำลองของจีน

          ข้อมูลเพิ่มเติม : 
เวลาที่เปิดให้บริการตั้งแต่ 07.00-17.30 น.


 10 แหล่งท่องเที่ยวในมาเก๊า สัมผัสลาสเวกัสแห่งโลกตะวันออก

7. หอคอยมาเก๊า (Macau Tower)

          หอคอยมาเก๊านั้นเป็นจุดชมวิวที่สำคัญแห่งหนึ่งก็ว่าได้ นับว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ต้องมาให้ได้ถ้ามาเยือนมาเก๊า หอคอยนี้สูงเป็นอันดับที่ 8 ในเอเชีย และสูงเป็นอันดับที่ 10 ในโลก อีกทั้งยังถูกจัดให้เป็นอนุสาวรีย์หอคอยที่ยิ่งใหญ่ของโลกอีกเช่นกัน ถ้าใครอยากชมเมืองมาเก๊าในมุมเบิร์ดอายวิว ต้องมาชมที่นี่เท่านั้น โดยเฉพาะในเวลากลางคืน  นักท่องเที่ยวจะได้เห็นทัศนียภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจมากทีเดียว นอกจากนี้ ยังเป็นจุดสำหรับให้บริการบันจี้จัมพ์ด้วย

          ข้อมูลเพิ่มเติม : ค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ราคา 135 ปาตากาส์ (ประมาณ 572 บาท *ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลง), สำหรับผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป และเด็กราคา 70 ปาตากาส์ (ประมาณ 296 บาท *ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลง) ส่วนเวลาเปิดให้บริการ คือ 10.00-21.00 น. (วันธรรมดา), 09.00-21.00 น. (วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดประจำชาติ)

 10 แหล่งท่องเที่ยวในมาเก๊า สัมผัสลาสเวกัสแห่งโลกตะวันออก

8. จัตุรัสเซนาโด (Senado Square)

          จัตุรัสเซนาโดเป็นลานสาธารณะที่มีขนาดกว้างใหญ่ ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับการเฉลิมฉลอง บริเวณพื้นทางเดินที่จัตุรัสนี้ตกแต่งด้วยหินและจัดเรียงให้มีลวดลายคลื่นแบบโมเสก เนื่องจากความงดงามของสถาปัตยกรรมจึงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรกดโลกจากยูเนสโกด้วย และเนื่องจากจัตุรัสแห่งนี้อยู่ติดกับอาคารรัฐสภาเก่าซึ่งมีสถาปัตยกรรมแบบโบสถ์ของเซนต์โดมินิก อีกทั้งยังอยู่ติดกับตึกลีอันเซนาโด นักท่องเที่ยวจึงได้สัมผัสกับความหลากหลายทางศิลปวัฒนธรรมในชุมชนมาเก๊า นอกจากนี้ บริเวณรอบ ๆ จัตุรัสเซนาโดมีแหล่งช้อปปิ้ง ร้านอาหารจีน เปิดให้บริการอยู่หลายแห่ง เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งที่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดก็ว่าได้


 10 แหล่งท่องเที่ยวในมาเก๊า สัมผัสลาสเวกัสแห่งโลกตะวันออก

9. เดอะเวเนเชี่ยนมาเก๊า (The Venetian Macau)

          เป็นโรงแรมที่ตั้งอยู่บนถนนโคไท อีกทั้งมีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียและใหญ่เป็นอันดับสองของโลก นอกจากขนาดที่อลังการแล้ว โรงแรมแห่งนี้ยังเป็นโรงแรมหรู 6 ดาวอีกด้วย ภายในมีห้องพักและบ่อนกาสิโนให้บริการ สิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาพัก คือ การออกแบบที่ผสมผสานความโรแมนติกในแบบเวนิส และความน่าตื่นตาตื่นใจของบรรยากาศที่ลาสเวกัส ภายในมีห้องสวีท 3,000 ห้อง ซึ่งมีขนาดกว้างขวางและตกแต่งอย่างหรูหรา ถือว่าเป็นการผสมผสานกันระหว่างความสะดวกสบายและความสวยงามได้อย่างลงตัว

          นอกจากนี้ ยังมีโรงละคร ห้องรับประทานอาหาร ร้านค้า กาสิโน และเพียบพร้อมไปด้วยอาหารกว่า 35 เชื้อชาติ ร้านขายเสื้อผ้ามากกว่า 300 ร้าน สถานที่สำหรับออกกำลังกาย และห้องประชุม รวมถึงกิจกรรมที่ถือว่าเป็นไฮไลท์ นั่นคือ การล่องเรือกอนโดลา เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าเวนิสเป็นเมืองแห่งสายน้ำ ดังนั้น นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสความรู้สึกของการล่องเรือแบบชาวเวนิส อีกทั้งคนแจวเรือก็ร้องเพลงขับกล่อมไปพร้อม ๆ กันอีกด้วย ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวด้านความบันเทิงครบครันที่น่าตื่นเต้นและดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ดีที่สุดในเอเชียเลยก็ว่าได้

          ข้อมูลเพิ่มเติม : เปิดทำการ 10.00-23.00 น. (วันอาทิตย์-วันพฤหัสบดี), 10.00-24.00 น. (วันศุกร์-วันเสาร์)

10. พิพิธภัณฑ์มาเก๊า (Museum of Macau)

          พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่ในป้อมปราการเซนต์ปอล มอนติ นับว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในมาเก๊า ภายในมีการจัดแสดงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมตั้งแต่สมัยยุคหินใหม่ถึงปัจจุบัน ซึ่งจะดีไม่น้อยเลยถ้านักท่องเที่ยวเริ่มต้นการเดินทางเยี่ยมชมมาเก๊าที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก่อน เพื่อจะได้ไอเดียใหม่ ๆ ว่าจะไปสำรวจอะไร ที่ไหนต่อดี เพราะคงได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมมามากทีเดียวจากพิพิธภัณฑ์แห่งนี้

            ข้อมูลเพิ่มเติม : ค่าเข้าสำหรับผู้ใหญ่ราคา 15 ปาตากาส์ (ประมาณ 64 บาท *ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลง), สำหรับเด็กอายุ 5-10 ปี/นักเรียน/ผู้สูงอายุ ราคา 8 ปาตากาส์ (ประมาณ 34 บาท *ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลง) เวลาทำการ: 10.00-18.00 น. (ปิดทุกวันจันทร์)