วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2557

อนุสาวรีย์วอชิงตัน

อนุสาวรีย์วอชิงตัน
อนุสาวรีย์วอชิงตัน (Washington Monument) ตั้งอยู่ ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี สหรัฐอเมริกา เป็นอนุสาวรีย์ที่สร้างเพื่อเป็นเกียรติแก่จอร์จ วอชิงตัน ประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอเมริกา มีลักษณะเป็นแท่งโอเบลิสก์ ทำด้วยหินอ่อน หินแกรนิต และหินทราย สูง 169 เมตร เป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในวอชิงตัน ดี.ซี. ได้รับการออกแบบโดยโรเบิร์ต มิลส์ สถาปนิกในยุคนั้น อนุสาวรีย์วอชิงตันได้มีการเริ่มสร้างในปี ค.ศ. 1848 สร้างเสร็จก็ในปี ค.ศ. 1884 ซึ่งใช้เวลาสร้างนานถึง 36 ปี เหตุผลที่เกิดการสร้างมายาวนานขนาดนี้ก็คือ เนื่องจากเงินบริจาคหมด ประกอบกับการเกิดสงครามกลางเมืองอเมริกัน และเมื่อสร้างเสร็จในเวลาต่อมาก็ได้ทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อ 9 ตุลาคม ค.ศ. 1888 ใช้หินไป 36,491 ก้อน หนัก 90,854 ตัน ใช้เงินไปทั้งสิ้น 1,187,710 เหรียญสหรัฐ นอกจากเป็นอนุสาวรีย์แล้ว ข้างบนยังเป็นจุดชมวิว มีลิฟต์และบันได 897 ขั้น หินแต่ละก้อนที่นำมาสร้างบันไดในอนุสาวรีย์ได้มาจากที่ต่างๆทุกรัฐของอเมริกา และจากการบริจาคจากองค์กรเอกชนและรัฐบาลมิตรประเทศต่างๆของอเมริกา อาจเรียกว่าเป็นหินนานาชาติก็ว่าได้
อนุสาวรีย์วอชิงตันอนุสาวรีย์วอชิงตัน
อนุสาวรีย์วอชิงตันอนุสาวรีย์วอชิงตัน

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ : Albert Einstein


ประวัติ

เกิด วันที่ 14 มีนาคม ค.ศ.1879 ที่เมืองอูล์ม (Ulm) ประเทศเยอรมนี
เสียชีวิต วันที่ 18 มิถุนายน ค.ศ.1955 ที่เมืองนิวเจอร์ซี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา
ผลงาน
- ค้นพบทฤษฎีสัมพัทธภาพ (Theory of Relativity)
- ค้นพบทฤษฎีการแผ่รังสี (Photoelectric Effect Theory)
- ได้รับรางวัลโนเบล สาขาฟิสิกส์ ในปี ค.ศ.1921


ในบรรดานักวิทยาศาสตร์ในช่วงศตวรรษที่ 19-20 ไอน์สไตน์ถือว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุด และอาจกล่าวได้ว่า เขาคือผู้ยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยระเบิดปรมาณูอันทรงอานุภาพแห่งการทำลายล้าง เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้น ไอน์สไตน์ ได้ส่งจดหมายฉบับหนึ่งถึงประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี. รูสเวลท์ (Franklin Delano Roosevelt) เกี่ยวกับคุณประโยชน์ของ แร่ยูเรเนียมที่สามารถนำมาสร้างลูกระเบิดพลังงานการทำลายสร้างรุนแรง เพื่อบังคับให้ญี่ปุ่นประกาศแพ้สงคราม และนำสันติภาพ มาสู่โลกอีกครั้งหนึ่ง ฝ่ายสัมพันธมิตรจึงตกลงทิ้งระเบิดปรมาณูลูกแรกของโลกลงที่เมืองฮิโรชิมา (Hiroshima) ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งส่งผลให้คนเสียชีวิตทันทีกว่า 60,000 คน และเสียชีวิตภายหลังอีกกว่า 100,000 คน

ไอน์สไตน์เกิดเมื่อวันที่ 14 มีนาคม ค.ศ.1879 ที่เมืองอูล์ม ประเทศเยอรมนี ไอน์สไตน์เป็นชาวเยอรมันแต่ก็มีเชื้อสายยิวด้วย บิดาของไอน์สไตน์เป็นเจ้าของร้านจำหน่ายเครื่องยนต์และสารเคมี ชื่อว่า เฮอร์แมน ไอน์สไตน์ (Herman Einstein) ต่อมาเมื่อ ไอน์สไตน์อายุได้ 1 ขวบ บิดาได้ย้ายไปอยู่ที่เมืองมิวนิค ซึ่งคนส่วนใหญ่ในเมืองเป็นชาวยิวเช่นเดียวกับเขา ทำให้เขาไม่มีปัญหากับ เพื่อนบ้าน ไอน์สไตน์เป็นเด็กที่เงียบขรึม และมักไม่ค่อยชอบออกไปเล่นกับเพื่อน ๆ ในวัยเดียวกัน จนบิดาเข้าใจว่าเขาเป็นคนโง่ จึงได้จ้างครูมาสอนพิเศษให้กับไอน์สไตน์ที่บ้าน โดยเฉพาะเรื่องการพูด ถึงแม้ว่าการพูดของเขาจะดีขึ้น แต่เขาก็ยังเงียบขรึม และ ไม่ออกไปเล่นกับเพื่อนเหมือนเช่นเคย เมื่อไอน์สไตน์อายุได้ 5 ขวบ บิดาได้ส่งเข้าโรงเรียนที่ยิมเนเซียม (Gymnasium) นักเรียน ในโรงเรียนแห่งนี้ทั้งหมดเป็นชาวเยอรมัน และนับถือศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก ถึงอย่างนั้นไอน์สไตน์ก็เข้ากับเพื่อนได้ดี แต่สิ่งที่เขาไม่ชอบมากที่สุดในโรงเรียนก็คือการสอนที่น่าเบื่อหน่าย ที่ใช้วิธีการท่องจำเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นวิธีการที่เขาเกลียดที่สุด ทำให้ไอน์สไตน์ไม่อยากไปโรงเรียน มารดาจึงหาวิธีแก้ปัญหาให้ไอน์สไตน์ โดยการให้เขาเรียนไวโอลินและเปียโนแทน แต่วิชาที่ ไอน์สไตน์ให้ความสนใจมากที่สุดคือ คณิตศาสตร์ โดยเฉพาะวิชาเรขาคณิตเป็นวิชาที่เขาชอบมากที่สุด ทำให้เขาละทิ้งวิชาอื่น ยกเว้นวิชาดนตรี และเรียนวิชาอื่นได้แย่มาก แม้ว่าจะทำคะแนนวิชาคณิตศาสตร์ได้ดีมาก เขาก็มักจะถูกครูตำหนิอยู่เสมอ

ต่อมาไอน์สไตน์อายุ 15 ปี กิจการโรงงานของพ่อเขาแย่ลง เนื่องจากการรวมตัวของบริษัทผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าและเคมีหลายแห่ง ทำให้โรงงานของพ่อเขาไม่สามารถจำหน่ายสินค้าได้ ครอบครัวของเขาต้องย้ายไปอยู่ที่เมืองมิลาน (Milan) ประเทศอิตาลี (Italy) แต่ไอน์สไตน์ไม่ได้ย้ายตามไปด้วย เพราะยังติดเรียนอยู่ แต่ด้วยความที่เขาคิดถึงครอบครัวมาก หลังจากนั้นอีก 6 เดือน เขาได้วางแผน ให้แพทย์ออกใบรับรองว่าเขาป่วยเป็นโรคประสาท เพื่อให้เขาได้เดินทางไปหาพ่อกับแม่ที่อิตาลี เมื่อเป็นเช่นนั้นไอน์สไตน์จึงเดินทาง ไปหาครอบครัวที่มิลาน แต่ก่อนที่เขาจะออกเดินทางเขาได้ขอใบรับรองทางการศึกษา เพื่อสะดวกในการเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนอื่น

ต่อมาไอน์สไตน์ได้สอบเข้าเรียนต่อวิชาคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ ที่วิทยาลัยโปลีเทคนิค เมืองซูริค (Federal Poleytechnic of Zurich) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ไอน์สไตน์สอบวิชาคณิตศาสตร์ได้คะแนนดีมาก ส่วนวิชาชีววิทยาและภาษา ได้แย่มาก ทำให้ เขาไม่ได้รับคัดเลือกให้เข้าเรียนในวิทยาลัยแห่งนี้ ต่อมาอีก 1 สัปดาห์ เขาได้รับจดหมายจากครูใหญ่วิทยาลัยโปลีเทคนิค ได้เชิญเขา ไปพบและแนะนำให้เขาไปเรียนต่อ เพื่อให้ได้ประการศนียบัตร ซึ่งสามารถเข้าเรียนต่อวิทยาลัยโปลีเทคนิคได้โดยไม่ต้องสอบ หลัง จากนั้นเขาจึงเข้าเรียนที่วิทยาลัยของสวิตเซอร์แลนด์ ตามหลักสูตร 1 ปี ระหว่างนี้เขาได้พักอาศัยอยู่กับครูผู้หนึ่งที่สอนอยู่ในโรงเรียน แห่งนี้ ไอน์สโตน์รู้สึกชอบวิทยาลัยแห่งนี้มาก เพราะการเรียนการสอนเป็นอิสระไม่บังคับ และไม่จำกัดมากจนเกินไป แนวการสอน เป็นการกระตุ้นให้นักเรียนได้เรียนรู้ตามความสามารถของตน นอกจากนี้สภาพแวดล้อมในการเรียนยังดีมากดีด้วย เพราะได้มีการจัด ห้องเรียนเฉพาะสำหรับแต่ละวิชา เช่น ห้องเรียนภูมิศาสตร์ก็มีภาพแผนที่ สถานที่ต่าง ๆ ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ แขวนไว้ โดยรอบห้อง ส่วนห้องเคมีก็มีอุปกรณ์ในการทดลองวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัย นอกจากนี้โรงเรียนแห่งนี้ยังมีนักเรียนจำนวนมาก ทำให้ ไอน์สไตน์ไม่รู้สึกว่ามีปมด้อยที่เป็นชาวยิวอีกต่อไป หลังจากที่เขาจบหลักสูตรที่โรงเรียนมัธยม 1 ปี ไอน์สไตน์ได้เข้าเรียนต่อที่วิทยาลัย เทคนิคในสาขาวิชาฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ตามที่ได้ตั้งใจไว้

วันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ประธานาธิบดี คนที่ 13 มิลลาร์ด ฟิลมอร์
 
 
 
ประวัติความเป็นมา
ฟิลมอร์ เกิดวันที่ 7 มกราคม 1800 ที่รัฐนิวยอร์ค บิดาชื่อ นาตาเนียล ฟิลมอร์มารดาคือ เฟบเบอร์ มิลลาร์ด ฟิลมอร์ ทั้ง 2 คนเป็นชาวนาจาก New Englandเขาเกิดมาในครอบครัวที่ยากจน ปี 1826 เขาแต่งงานกับ อบีเกต เพาเวอร์ ซึ่งเป็นบุตรสาวของเรเออร์เร้น เลมูเอล เพาเวอร์ มีบุตร 2 คน ปี 1858 ฟิลมอร์ได้แต่งงานกับหม้ายสาวชื่อ คาโรลีน คาร์มิเชล แมคอินทอร์ช หลังจากภรรยาคนแรกชีวิตในปี 1853
 
ระยะเวลาดำรงตำแหน่ง
ตั้งแต่ ค.ศ.1850  ค.ศ.1853
 
การทำงาน
ฟิลมอร์ได้เปิดการค้ากับประเทศญี่ปุ่น และยังได้พาประเทศให้รอดพ้นจาก
สงครามกลางเมืองมาได้ 10 ปี และการค้าทาสก็สิ้นสุดลงในรัฐโคลัมเบีย
ฟิลมอร์ได้พยายามผลักดันกฎหมายเกี่ยวกับทาส ซึ่งเขาได้รับการสนับสนุน
จากกลุ่มวิกทางใต้ แต่เป็นปฏิปักษ์กับทางเหนือ ทำให้เขาต้องพ่ายแพ้การ
เลือกตั้งครั้งต่อมา
 
8 มีนาคม 1874
ฟิลมอร์ ถึงแก่อสัญกรรม
 
ประธานาธิบดี คนที่ 11 เจมส์ เค โพล์ค
 
 
 
ประวัติความเป็นมา
โพล์ค เกิดเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 1795 ในแมคแลนเบริก แคโรไลนาเหนือ
เป็นบุตรคนโตของ แซมวัล และ เจน โพล์ค ในปี 1806 ครอบครัวโพล์คย้าย
ไปอยู่ที่ เทนเนสซี   1 มกราคม 1824 แต่งงานกับ ซาร่าห์ ชายเรส ลูกสาว
คหบดีแห่งเมืองเมอปรีย์ โบโร ซึ่งมีความสง่าเป็นยอด ภรรยาของเขาเป็น
แบบฉบับที่ดีในการสนับสนุนกิจการของเขา เธออุทิศเวลาให้กับงานสังคม
สงเคราะห์และความช่วยเหลือทางสังคม ครอบครัวโพล์คไม่มีบุตร โพล์ค
เป็นคนที่ไม่เพ้อฝันและไม่ค่อยมีอารมณ์ขันมากนัก เขาจัดการชีวิตอย่างมี
แบบแผน ทำงานอย่างหนักตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง เขาออกจาก
โต๊ะทำงานเพียง 37 วัน ตลอดระยะเวลา 4 ปี
 
ระยะเวลาดำรงตำแหน่ง
ตั้งแต่ ค.ศ.1845  ค.ศ.1849
 
การทำงาน
โพล์ค วิตกว่าการบริหารงานของเขาอาจจะเป็นที่สงสัยแก่สมาชิก เขาจึงได้ทำหน้าที่บริหารของเขาอย่างดีที่สุดและขอร้องให้คณะรัฐมนตรีทำหน้าที่อย่างเต็ม ความสามารถ โดยไม่คำนึงถึงตำแหน่งใดๆ ก็ตามในอีก 4 ปีข้างหน้า  โพล์คตัดสินใจขอซื้อมลรัฐแคลิฟอร์เนียจากประเทศเม็กซิโกในวันที่ 6 มีนาคม 1845เม็กซิโกตัดสัมพันธภาพกับสหรัฐฯ รวมทั้งการกำหนดพรมแดนทำให้การเจรจาซื้อแคลิฟอร์เนียล้มเหลว ปี 1847 นายพลวิมพิกส์ ยึดกรุงเม็กซิโกซิตี้ได้ทำให้สงครามสิ้นสุดอย่างสิ้นเชิง สหรัฐฯ ได้รับดินแดนเพิ่มเติมขึ้นมาคือ เนวาดาแอร์โชน่ายูทา และโคโรลาโด โพล์คประสบความสำเร็จด้วยความช่วยเหลือของนายพลซาซซารี่ เทเลอร์ วีรบุรุษจากสงครามเม็กซิกัน การบริหารงานของโพล์คอาจเป็นเสมือนหนึ่งจะทำให้เห็นว่าสหรัฐฯ มีความเท่าเทียมกับประเทศทางยุโรปและในสุนทรพจน์ฉบับสุดท้ายที่โพล์คส่งให้กับสภาคองเกรสเขาได้กล่าวอย่างภาคภูมใจเกี่ยวกับดินแดนใหม่ๆ ของเขาว่า สหรัฐอเมริกาเทียบ
ได้กับความยิ่งใหญ่ของยุโรปทั้งทวีป และในสมัยของโพล์คได้เกิดพรรค
การเมืองที่ชื่อว่า เฟรส ซอยล์ และต่อมาก็คือ พรรครีพับลิกัน
 
15 มิถุนายน 1849
สามเดือนหลังจากที่เขาพ้นตำแหน่ง โพล์คถึงแก่อสัญกรรม ร่างของเขาถูก
ฝังที่ ฟอล์ค เพลส ในเมืองแนช วิลส์ มลรัฐเทนแนสซี ในปี 1893 ร่างของ
เขาได้ถูกย้ายไปฝัง ณ สุสานของรัฐที่เมือง แนช วิลส์
 
ประธานาธิบดี คนที่ 12 ซาซซารี่ เทเลอร์
 
 
ประวัติความเป็นมา
เทเลอร์เกิดเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 1784 ใกล้เมืองมาร์เบอสวิลล์ ในออร์เรนคันทรี รัฐเวอร์จิเนีย พ่อของเขาคือ พ.ท.ริชาร์ด เทเลอร์ ทหารผ่านศึกจากสงครามปฏิวัติ แม่ของเขาคือ ซาราห์ เดบนี่  และเทเลอร์มีความเกี่ยวข้องเป็นญาติกับระธานาธิบดี เจมส์ เมดิสัน และพลเอกโรเบิร์ต อีลี เทเลอร์แต่งงานกับ มาร์กาเรต แมคคอล สมิธ บุตรสาวเกษตรกรจากมลรัฐแมรี่แลนด์ เทเลอร์เป็นคนที่มีรูปร่างสูงปานกลาง อ้วน แต่งกายเรียบง่ายแต่พิถีพิถัน ซื่อสัตย์ สุภาพ ขยันขันแข็ง และเป็นผู้รับใช้สังคม
 
ระยะเวลาดำรงตำแหน่ง
ตั้งแต่ ค.ศ.1849  9 กรกฎาคม 1850
 
การทำงาน
ปี 1808 เขาได้รับการแต่งตั้งเข้าร่วมในกองทัพได้รับยศ ร.ท.ในกรมทหารราบที่ 7 เขารับราชการเป็นเวลาถึง 40 ปี เขาได้รับการยกย่องเพราะการสู้รบอย่างกล้าหาญในระหว่างสงครามหลายๆ ครั้ง เช่น สงครามปี 1812, สงครามแบล็คฮอร์ค, สงครามแม็กซิกัน ก่อนได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี  5 มีนาคม 1849 เทเลอร์ต้องประสบกับวิกฤตการณ์ระหว่างฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ เกี่ยวกับปัญหาทาสมีการเสนอให้มีการขับไล่พวกทาสให้อยู่ในขอบเขตจำกัด เทเลอร์ไม่เห็นด้วยความขัดแย้งได้ดำเนินต่อมาจนเทเลอร์ถึงแก่อสัญกรรม
 
9 กรกฎาคม 1850
เทเลอร์ ถึงแก่อสัญกรรมในห้องทำงาน
ประธานาธิบดี คนที่ 10 จอห์น เทย์เลอร์
 
 
 
ประวัติความเป็นมา
เทย์เลอร์ เกิดเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 1790 ที่เขตเกษตรกรรมกรีนเวย์ ในชาร์ลส์ ซิตี้ ครันทรี มลรัฐเวอร์จิเนีย ตระกูลเทย์เลอร์เป็นตระกูลเก่าที่มีชื่อเสียง มารดา ของเขาถึงแก่กรรมเมื่อเขามีอายุได้ 7 ขวบ และบิดาของเขาคือท่านผู้พิพากษา จอห์น เทย์เลอร์ ซึ่งต่อมาได้เป็นผู้ว่าการมลรัฐเวอร์จิเนีย เมื่อวัยเด็กเทย์เลอร์เป็น เด็กที่มีสุขภาพอ่อนแอ เมื่ออายุ 21 ปี เทย์เลอร์ได้รับเลือกตั้งเข้าไปในสภาผู้แทน ของรัฐเวอร์จิเนีย ปี 1813 เทย์เลอร์แต่งงานกับ เลลิเตีย คริสเตียน และมีบุตร 8 คน หลังจากภรรยาของเขาถึงแก่กรรมในทำเนียบขาวในเดือนกันยายน 1842 เทย์เลอร์สมรสใหม่กับ จูเลีย การ์ดิเนอร์ ชาวนิวยอร์คสาวสวยผู้มั่งคั่ง เขาเป็น ประธานาธิบดีคนแรกที่แต่งงานในขณะดำรงตำแหน่ง และมีบุตรอีก 7 คน
 
ระยะเวลาดำรงตำแหน่ง
ตั้งแต่ 6 เมษายน ค.ศ.1841  ค.ศ.1845
 
การทำงาน
ความแตกแยกในระหว่างนักการเมืองทำให้นโยบายการบริหารงานภายในประเทศ ของเทย์เลอร์ประสบความสำเร็จน้อยมาก และมีความยุ่งยากมาก เทย์เลอร์มักจะ ใช้สิทธิยับยั้งร่างกฎหมายบางฉบับที่เสนอเข้าสู่สภาโดยวุฒิสมาชิกเคลย์  ในเดือน กันยายน 1841 วิกส์ได้ขับเทย์เลอร์ออกจากสมาชิกของพรรค เทย์เลอร์จึงเป็น ประธานาธิบดีคนเดียวของสหรัฐฯ ที่ถูกขับออกจากพรรค  วันที่ 1 มีนาคม 1845 เทย์เลอร์สามารถรวมเท็กซัสเข้าเป็นรัฐหนึ่งของสหรัฐฯ ซึ่งเขาเห็นว่าเป็นผลงานที่สำคัญที่สุดของเขา
 
18 มกราคม 1862
เขาป่วยเป็นอัมพาตและถึงแก่อสัญกรรมใน ริชมอนด์ โฮเต็ล ขณะมีอายุได้ 71 ปี เขาตายพร้อมกับทิ้งหนี้สินและความสงสัยไว้หลายประการ รวมถึงการกลายเป็น ผู้ทรยศในรัฐบาลซึ่งครั้งหนึ่งเขาเป็นผู้นำอยู่
ประธานาธิบดี คนที่ 9 วิลเลี่ยม เฮนรี่ แฮร์ริสัน
 

 
ประวัติความเป็นมา
แฮร์รีสัน เกิดวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 1773 ในครอบครัวชาวไร่เมืองเบอร์ลีไน ชาร์ลส์ซิตี้ คันทรี รัฐเวอร์จิเนีย บิดาชื่อ เบนจามีน แฮร์รีสัน ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของ ยอร์จวอชิงตัน บิดาของเขาต้องการให้เขาเป็นแพทย์ จึงส่งให้เขาไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนียในคณะแพทย์ศาสตร์ เมื่อบิดาของเขาถึงแก่กรรมในปี 1791แฮร์รีสันก็เลิกเรียนแพทย์และสมัครเป็นทหาร
 
ระยะเวลาดำรงตำแหน่ง
30 วัน ในปี ค.ศ.1841
 
การทำงาน
เขาเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่จบชีวิตลงในที่ทำงาน คำพูดสุดท้ายของเขาคือ ข้าพเจ้าไม่ขออะไรมากไปกว่าให้คุณเข้าใจหน้าที่หลักอันแท้จริงของ
รัฐบาล
 
4 เมษายน 1841
เดือนมีนาคมแฮร์รีสันเริ่มเป็นหวัด, ปอดบวม และถึงแก่กรรม รวมอายุได้ 68 ปี