วันศุกร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2557

วัชกู ดา กามา


วัชกู ดา กามา (โปรตุเกส: Vasco da Gama; ประมาณ พ.ศ. 2003-2068) หรือ วาสโก ดา กามา ตามการออกเสียงในภาษาอังกฤษ เป็นนักเดินเรือสำรวจชาวโปรตุเกส เกิดที่เมืองซีนิช แคว้นอาเลงเตชู ประเทศโปรตุเกส สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการค้บพบเส้นทางการเดินเรือจากยุโรปสู่อินเดียหว่างปี พ.ศ. 2040-42 โดยแล่นเรือตรงจากกรุงลิสบอน ไปถึงชายฝั่งมะละบาร์ ตะวันตกเฉียงใต้ของอินเดีย โดยแล่นเรืออ้อมผ่านแหลมกู๊ดโฮป ทางตอนใต้ของแอฟริกาซึ่งบาร์ตูลูเมว ดีอัช (Bartolomeu Dias) เป็นผู้ค้นพบเมื่อ พ.ศ. 2031
วัชกู ดา กามา ได้รับมอบหมายจากกษัตริย์มานูเอล ที่ 1 แห่งโปรตุเกสให้ไปค้นหาอินเดียที่เชื่อกันในสมัยนั้นว่าเป็นแผ่นดินคริสเตียนที่เล่าลือแพร่หลายเกี่ยวกับ เปรสเตอร์ จอห์น พระคริสเตียนแห่งอินเดียผู้ครอบครองนคร 100 แห่งในโลกตะวันออก รวมทั้งเพื่อการหาลู่ทางเปิดตลาดค้าขายกับโลกตะวันออก
ต่อมา อีกครั้งหนึ่งระหว่างปี พ.ศ. 2045-2047 วัชกู ดา กามา ได้นำกองเรือมุ่งสู่กาลิกัต (Calicat) เพื่อล้างแค้นจากการที่กลุ่มนักสำรวจชาวโปรตุเกสที่เปดรู อัลวาริช กาบราล (นักสำรวจสำคัญของโปรตุเกส) ปล่อยไว้ที่นั่นถูกฆ่า ในปี พ.ศ. 2067 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอุปราชแห่งอินเดีย แต่ต่อมาไม่นาน วัชกู ดา กามา ก็ล้มป่วยและเสียชีวิตที่โคชิน (Cochin) และได้รับการนำศพกลับโปรตุเกส
วัชกู ดา กามา มีชีวิตอยู่ในสมัยอยุธยาตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ และสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 (พระเชษฐาธิราช)
ในขณะที่โคลัมบัสและคอบอตยังคงทำความพยายามที่จะมาถึงภาคตะวันออกให้ได้ด้วยการแล่นเรือตรงไป ทางตะวันตกอย่างเดียวนั้น กองเรือของปอร์ตุเกสในการนำของวาสโกดากามาก็ออกสำรวจเลียบฝั่งอาฟริกามุ่งลงทางทิศใต้ เมื่อ ค.ศ. 1497 เป็นเวลา 96 วัน กองเรือของเขาจึงมาถึงแหลมกูดโฮปของอาฟริกา ที่นั่งมีพายุพัดต้านทางเดินเรืออย่างแรง แต่วาสโกดากามาก็หาหนทางแล่นเรืออ้อมปลายแหลมนั้น ด้วยวิธีแล่นเป็นฟันปลาจนสามารถนำเรือไปสู่มหาสมุทรอินเดียที่มีคลื่นลมสงบได้ แต่เนื่องจากลูกเรือและเรืออยู่ในสภาพบอบช้ำ เสบียงอาหารก็มีน้อยลงเขาจึงแล่นเรืออ้อมขึ้นมาทางเหนือ แวะที่เมืองท่ามิลินดา ชั่วระยะหนึ่งแล้วจึงไปถึง เมืองโมแซมบิค ที่เมืองโมแซมบิค ได้ถูกกองเรือของสุลต่านแห่งพวกอาหรับยกมาโจมตี แต่ปืนเรือของวาสโกดากามาทำความตกใจให้แก่ข้าศึกจนล่าถอยไป เมื่อออกมาจากเมือง ก็แล่นเรือไปทางตะวันออกเป็นเวลา 10 เดือน 14 วันก็ถึงเมืองท่ากาลิกัต ของอินเดียเมื่อเดือนเมษายน ค.ศ. 1408 ได้หนทางกว่า 10,000 ไมล์ เป็นการเดินเรือที่ยาวที่สุดในสมัยนั้น หลังจากซื้อสินค้าต่าง ๆ จำพวกเครื่องเทศ ไหม และทองกับเงินได้เพียงพอแล้ว กองเรือของวาสโกดากามาก็กลับถึงลิสบอนนครหลวงของปอร์ตุเกสโดยปลอดภัย วาสโกดากามาจึงได้รับเกียรติเป็นบุคคลแรดที่พบความสำเร็จในการเดินเรือมาสู่อินเดีย
วาสโก ดา กามา ได้รับมอบหมายจากกษัตริย์มานูเอล ที่ 1 แห่งโปรตุเกสให้ไปค้นหาอินเดียที่เชื่อกันในสมัยนั้นว่าเป็นแผ่นดินคริสเตียนที่เล่าลือแพร่หลายเกี่ยวกับ เปรสเตอร์ จอห์น พระคริสเตียนแห่งอินเดียผู้ครอบครองนคร 100 แห่งในโลกตะวันออก
รวมทั้งเพื่อการหาลู่ทางเปิดตลาดค้าขายกับโลกตะวันออก
ต่อมาอีกครั้งหนึ่งระหว่างปี พ.ศ. 2045-2047 วาสโก ดา กามา ได้นำกองเรือมุ่งสู่กาลิกัต (Calicat) เพื่อล้างแค้นจากการที่กลุ่มนักสำรวจชาวโปรตุเกสที่เปดรู อัลวาริช กาบราล (นักสำรวจสำคัญของโปรตุเกส) ปล่อยไว้ที่นั่นถูกฆ่า ในปี พ.ศ. 2067 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอุปราชแห่งอินเดียแต่ต่อมาไม่นาน วาสโก ดา กามา ก็ล้มป่วยและเสียชีวิตที่โคชิน (Cochin) และได้รับการนำศพกลับโปรตุเกส
ยูนิคอร์นม้ามังกรเขาเดียว เป็นสัตว์ใหญ่โตป่าเถื่อนที่สุด เรือสำเภาสามลำเรียงกัน มันเอาเขาชนทีเดียวเรือทะลุหมด
กะลาสีเห็นสัตว์ผีทะเลตัวนี้ก็ตกใจขวัญหนีดีฝ่อ เห็นทะเลเป็นทุ่งหญ้าก็กระโจนลงไปหมายเอาตัวรอด...
กลางมหาสมุทรยังมีสะดือทะเล เป็นวังวนดูดเรือแพจมไปหมด ถ้าไม่ใช่สะดือทะเล ก็เป็นกระทะใหญ่ น้ำร้อนเดือดพล่านและบนฟ้าก็มีไฟแลบลงมาเผาเรือแพเป็นจุลไปเหมือนกัน
เรื่องอันน่ากลัวนี้ วัสโกดากามาได้ยินคนบอกกล่าวมาแล้ว แต่วันหนึ่งเป็นวันที่ ๙ กรกฎาคม ค.ศ. ๑๔๙๗ วัสโกดากามาพร้อมด้วยเรือสำเภา ๔ ลำ กะลาสี ๑๑๘ คนก็เตรียมพร้อมที่จะออกจากประเทศปอร์ตุเกส เพื่อหาทางเดินเรือไปประเทศอินเดีย
นายเรือผู้ใหญ่ยิ่งเต็มไปด้วยหนวดเคราผู้นี้ เวลานั้นยังอยู่ในวัยฉกรรจ์อายุได้สามสิบปีพอดี ๆ รู้จักภัยอันตรายในมหาสมุทรเป็นอย่างดี รู้ว่าภัยอันเกิดจากธรรมชาตินั้นอาจร้ายแรงยิ่งกว่าเรื่องในนิยายปรัมปรานั้นอีก
เมื่อวัสโกดากามา ยก กองทัพเรือ ของเขาแล่นไปตามฝั่งอัฟริกาตะวันตก ตรงไปทางทิศใต้นั้น เขารู้ว่าอันตรายที่แท้จริงของชีวิตกำลังรอเขาอยู่ที่แหลมกูดโฮป วาสโกดากามาแปลกใจว่าทำไมเขาจึงตั้งชื่อนี้ให้แก่แหลมที่อยู่สุดอัฟริกาใต้
สองสามอาทิตย์ก่อนที่ดากามาจะออกเดินทางนั้น พระเจ้ามานูแอล กษัตริย์แห่งปอร์ตุเกสมีพระราชบัญชาให้ดากามาหาทางเดินเรือไปประเทศอินเดีย คนทั้งสองได้พูดจากันถึงการอ้อมแหลมอัฟริกาใต้ว่ามีอันตรายมาก ไม่เคยมีเรือลำใดรอดไปได้ ดากามาได้เรียกชื่อแหลมตรงนั้นว่าแหลมพายุ พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังดังนั้นก็ไม่พอพระทัย รับสั่งอย่างเย็นชาว่า ฉันไม่อยากฟังชื่อเช่นนี้, อย่าพูดอีกเลย เราต้องปลุกใจกะลาสีให้กล้าหาญ ให้มีความหวัง ตั้งแต่นี้ต่อไปถ้าจะพูดกันถึงที่ตรงนี้ก็ให้เรียกว่าแหลมกูดโฮป
วัสโกดามากาก็คุกเข่าลงขอพระราชทานอภัยโทษ แล้วกราบบังคมทูลว่า ข้าพเจ้าจะอ้อมแหลม สมหวัง” (กูดโฮป) ไปจนถึงประเทศอินเดียหรือยอมตาย
ดากามาได้ออกเดินทางด้วยใจร้อนรน จะไปให้ถึงทิศใต้สุดของทวีปอัฟริกาให้เร็วที่สุด การเดินทางตั้งต้นจากแหลมแวร์แดไอแลนด์ แต่แทนที่จะเรียบฝั่งก็ตัดทางตรงไป ตั้งแต่วันที่ ๑ สิงหาคมถึงวันที่ ๔ พฤศจิกายน ไม่ได้เห็นฝั่งเลย การอยู่กลางมหาสมุทรเช่นนี้ นานวันโรคขาดวิตามินก็เข้ามารุกราน ทำให้กะลาสีเจ็บป่วยเป็นโรคมือเท้าบวม เหงือกบวม จนกะลาสีโดยมากกินไม่ได้ เดินไม่ได้ และคนที่ป่วยก็ล้มตายกันไปหลายคน แต่คนที่ยังไม่ตายก็เดินทางต่อไปด้วยน้ำใจอดทน
เมื่อไปถึงน่านน้ำของแหลมปลายสุดอัฟริกาใต้นั้น ท้องฟ้าเป็นสีดำมืด และทันใดภูเขาคลื่นก็กลิ้งเข้าทุ่มเรือและประดังเข้ามาซ้อน ๆ กัน จนเรือไม่สามารถจะกระโจนคลื่นได้ ภูเขาคลื่นซัดใบเรือปลิวไปหมด กะลาสียืนไม่ติด ต้องเอาเชือกล่ามตัวตัวกับหลัก แต่หลักก็ปลิวไปด้วย
ดากามาผู้เป็นนายเรือก็เสียทาง บังคับเรือไม่ได้ แต่ก็ยังมีจิตใจไม่ลืมคำสัญญาที่ว่าไว้ ชนะหรือตาย เมื่อต้นหนและลูกเรือขอร้องให้กลับบ้าน ดากามาก็ร้องว่า ทะเลมันอิจฉาเรา ชื่อเสียงคอยเราอยู่ข้างหน้า มันกลัวเราจะไปถึง เราต้องไปให้ได้
ถึงลมพายุจะพัดให้เรือถอยหลัง กองทัพเรือ ของดากามาก็พยายามตั้งหัวตรงทิศทางอยู่เรื่อยไป ทะเลก็ทุ่มเรือแล้วทุ่มอีกจนลูกประสักหลุด เรือรั่ว เสบียงอาหารร่อยหรอ วันแล้วคืนเล่าท้องฟ้ายังคงดำมืด พายุพัดดังอื้ออึง แสดงอาการว่ามันมีชัยแล้ว
วัสโกดากามาเอาชีวิตของตัวเป็นเดิมพัน และขณะที่กล่าวนี้เขาก็ยังไม่ตาย เขาจะต้องต่อสู้กับมันอีก เขาตั้งหัวเรือให้เที่ยงตรงอยู่เสมอ และพายุก็ไม่ผ่อนแรงเลย มันพัดมาสุดกำลังเรื่อยไป ทำให้เรือกระท้านอยู่ตลอดเวลา ขณะนั้นรัศมีของดวงอาทิตย์พุ่งรอดเมฆดำลงมาช่องหนึ่ง แล้วพายุก็บรรเทา ทะเลค่อย ๆ ลดความดุเดือด ภายในไม่ช้า แหลมพายุ ก็กลายเป็นแหลม สมหวัง กูดโฮปอย่างแท้จริง
ดากามาและกะลาสีของเขามีชัยชนะเหมือนอัศจรรย์ ขณะนี้เขาแล่นอยู่ในน่านน้ำซึ่งไม่เคยมีเรือยุโรปได้ผ่านมาเลย เขาแล่นต่อไป ตรงไปยังประเทศอินเดีย ได้ผ่านเกาะโมซัมบิก, มอมบาซา, มาลินดี ไปถึงกัลกัตตาประเทศอินเดียวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๔๙๘
วันนั้นจึงเป็นวันแห่งประวัติศาสตร์ คือ วันแรกที่ตะวันออกกับตะวันตกมาพบกันทางทะเล สายการเดินสินค้าทางเรือก็เปิดขึ้นตั้งแต่นั้นมา ที่ประเทศอินเดีย วัสโกดากามาไม่ได้รับการต้อนรับอันดี ผู้ปกครองเมืองกัลกัตตาบอกแก่วัสโกดากามาว่า ท่านมาที่นี่ทำไม? จงไปนรกเถิด
แต่วัสโกดากามาก็ไม่ยอมให้เวลาที่ยังอยู่เสียไปเหมือนที่ได้เสียไปแล้วเป็นอันมากนั้นอีก เขาซื้อสินค้าต่าง ๆ ลงบรรทุกเรือ เป็นต้น เครื่องประดับเพชรพลอย เครื่องเทศ เครื่องยา...
และแล่นเรือกลับไปถึงกรุงลิสบอนวันที่ ๑๘ กันยายน ค.ศ. ๑๔๙๙ วัสโกดากามาผู้ไปหาความตายหรือไปหาชื่อเสียง เมื่อเขาไม่ตาย เขาก็ได้ชื่อเสียง และได้ชื่อเสียงอย่างมากมาย ชื่อเสียงของเขาราคาแพงมาก กล่าวคือ คนที่ไปกับเขาเป็นเวลาสองปีนั้น ขากลับมาเหลือจำนวนครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งได้แต่ชื่อ ชีวิตหาไม่
เจมส์คุก (Captain James Cook)


เจมส์คุก (Captain James Cook) สำรวจปาซิฟิค
การแล่นเรือในมหาสมุทรปาซิฟิคนั้น นักเดินเรือต่างหวาดกลัวกันมากในเรื่องความอ้างว้างของมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ไพศาล ซึ่งอาจจะพบกับพายุร้าย หรือพบกับความขาดแคลนอาหารกับน้ำจืดได้โดยง่าย ใช่แต่เท่านั้นปรากฏว่า โรคโลหิตออกตามไรฟันก็เป็นกันมากเพราะขาดอาหารบางอย่าง แต่อันตรายเหล่านี้หาได้เป็นอุปสรรคสำคัญ สำหรับนักสำรวจทะเลเช่นกัปตันเจมส์คุก นักเดินเรือชาวอังกฤษไม่ เขาได้เตรียมออกเดินเรือสำรวจมหาสมุทรปาซิฟิค เมื่อ ค.ศ. 1769 และได้เตรียมป้องกันโรคโลหิตออกตามไรฟัน 3 ทาง คือรักษาเรือให้สะอาดอยู่เสมอ จัดหาอาหารจำพวกส้มนะนาวให้ลูกเรือได้รับประทานทุกวัน และให้มีอาหารจำพวกปลาสดเมื่อเรือจอดตามฝั่ง เพราะเขาเชื่อว่าการให้อาหารที่ถูกต้องจะทำให้อนามัยของชาวเรือสมบูรณ์ โรคโลหิตออกตามไรฟันเพราะขาดอาหารคงจะไม่เกิดขึ้นได้เป็นแน่ โดยวิธีนี้ คุกจึงสามารถนำเรือและลูกเรือออกสำรวจมหาสมุทรปาซิฟิคได้หลายปี โดยไม่มีใครเป็นโรคเลือดออกตามไรฟันเลย ในการออกเดินทางสำรวจเที่ยวแรก เขาได้พบว่าเกาะนิวซีแลนด์มีอยู่ 2 เกาะใหญ่ ๆ ซึ่งเขาต้องเสียเวลา 6 เดือนในการแล่นเรือสำรวจฝั่งโดยรอบคิดเป็นระยะทาง 2,400 ไมล์ นอกจากนั้น เขายังได้พบฝั่งตะวันออก ของเกาะออสเตรเลียซึ่งในบริเวณนั้นเรือของเขาได้ชนกับหินใต้น้ำจนท้องเรือชำรุด ต้องรีบแล่นเข้าฝั่งแบะจัดการซ่อมแซมทันที่ ในขณะที่หยุดซ่อมแซมเรืออยู่นั้น เขาได้ออกสำรวจพร้อมด้วยลูกเรือบางคนของเขาเข้าไปภายในทวีป และได้พบจิงโจ้สัตว์ประหลาดที่มีถุงเลี้ยงลูกอยู่ที่ท้อง และขณะที่หยุดซ่อมเรือนั้น ได้ถูกชาวพื้นเมืองรบกวนหลายทางจนถึงกับจุดไฟป่าไล่พวกเขาไป เมื่อซ่อมเสร็จแล้วคุกก็นำเรือออกสำรวจต่อไปอีก คุกได้ออกทำการสำรวจมหาสมุทรปาซิฟิคหลายครั้ง ครั้งหลังสุดเขาได้ออกสำรวจทวีปแอนตาร์คติคทางขั้วโลกใต้บางส่วนของฝั่งตะวันตกของทวีปอเมริกาเหนือ เขาเป็นผู้พบหมู่เกาะต่าง ๆ ในมหาสมุทรปาซิฟิคเป็นจำนวนมากมาย เช่นหมู่เกาะฮาไวเป็นต้น และขณะที่อยู่ในเกาะฮาไว เขาได้เกิดมีปากเสียงกับชาวเกาะ จึงถูกชาวเกาะทำร้ายตกลงไปในน้ำ ซึ่งถ้าเขาว่ายน้ำเป็นก็คงไม่ถึงตาย แต่เพราะเขาว่ายน้ำไม่เป็นเลยจึงจมน้ำตาย งานสำรวจของกัปตันคุก ช่วยทำให้โลกได้ทราบสภาพของภูมิศาสตร์ของโลกภาคมหาสมุทรปาซิฟิคมากขึ้นไปอีก เขาได้รับยกย่องว่าเป็นนักสำรวจสำคัญที่สุดในศตวรรษที่ 18
วันนี้ในอดีต
27 ตุลาคม พ.ศ. 2271 : วันเกิด กับตันเจมส์ คุก นักเดินเรือชาวอังกฤษ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2271 วันเกิด กัปตันเจมส์ คุก (Captain James Cook) นักสำรวจ นักเดินเรือ และนักทำแผนที่ชาวอังกฤษ เขาเดินทางไปยังมหาสมุทรแปซิฟิก 3 ครั้ง และได้ทำแผนที่แนวชายฝั่งและหมู่เกาะต่าง ๆ เอาไว้ คุกเป็นบุคคลหนึ่งที่ได้เข้ามาสำรวจประเทศออสเตรเลีย หมู่เกาะฮาวาย นิวฟาวด์แลนด์ นิวซีแลนด์ เขาเป็นนักเดินเรือคนแรกที่เดินเรือรอบโลกสำเร็จ
ช่วงต้นของชีวิต
เจมส์ คุกเกิดในตระกูลที่ต่ำต้อย ที่เมืองมาร์ตัน ในนอร์ท ยอร์คเชียร์ ที่ซึ่งขณะที่กลายเป็นเมืองมิดเดิลสโบร คุกเป็นหนึ่งในบุตรห้าคนของนายเจมส์ ซีเนียร์ และนางเกรซ ที่เป็นคนงานอพยพในฟาร์มของสกอตแลนด์ ในวัยเด็ก คุกได้ย้ายถิ่นฐานตามครอบครัวไปที่เมืองเกรท เอย์ตัน และได้รับการศึกษาในโรงเรียนท้องถิ่น โดยที่มีนายจ้างของบิดาเป็นผู้สนับสนุนเงินทุนการศึกษา เมื่ออายุได้ 13 ปีเขาจึงเริ่มทำงานกับบิดาที่ขณะนั้นเป็นผู้จัดการฟาร์ม ในปีค.ศ. 1745 เมื่อเขามีอายุได้ 16 ปี คุกได้ออกจากบ้านไปเป็นคนงานฝึกหัดที่ร้านค้าของชำในฮาร์เบอร์แดชเชอร์ หมู่บ้านชาวประมงในสเตรทส์ ด้วยทำเลที่ตั้งของหมู่บ้าน นั่นเป็นที่แรกที่คุกได้รับรู้ถึงสภาพของท้องทะเล จากการมองออกมานอกหน้าต่างร้านค้า
ย้อนกลับไปในอดีต โคลัมบัส จากสเปนค้นพบทวีปอเมริกา อังกฤษไม่ยอมแพ้ ต้องการค้นพบทวีปใหม่ทางโลกใต้เพื่อแข่งกับสเปน โดยมีกัปตันผู้ยิ่งใหญ่เจมส์ คุก อาสาเดินทางไปในที่ๆไม่เคยมีใครไปมาก่อน ซึ่งมหาทวีปทางโลกใต้มีจริงหรือไม่?? ก็ไม่มีใครล่วงรู้
การเดินทางที่ไปแล้วอาจไม่มีวันได้กลับมาอีกก็ได้ การเดินทางที่เหมือนเอาชีวิตไปทิ้งในท้องทะเล ความเสียสละและความกล้าหาญของนักเดินเรือผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ ที่ทำให้อังกฤษได้กลายเป็นเจ้าแห่งพระอาทิตย์ไม่เคยตกดิน
กัปตันเจมส์ คุก คือผู้ปฏิวิตวิชาการเขียนแผนที่โลกที่ถูกต้องแม่นยำ(แม่นยำมากเมื่อเทียบกับแผนที่จากดาวเทียมในยุคนี้) และทฤษฎีการเขียนแผนที่ยุคใหม่ของกัปตันเจมส์ คุกก็ยังใช้จนถึงปัจจุบันนี้
และเราจะได้เห็นความเอาเปรียบจากผู้ที่เรียกตัวเองว่า ผู้เจริญกว่าซื้อผู้หญิงพื้นเมืองมานอนด้วยเพียงแค่แลกด้วยตะปูเพียงตัวเดียว
 

วันพุธที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2557

ประวัติเทศกาลไหว้บ๊ะจ่าง
สำหรับเทศกาลไหว้บ๊ะจ่าง (端午节 ตวนอู่เจี๋ยหรือ เทศกาลตวงโหงว)เป็นเทศกาลที่สืบทอดกันมาแต่โบราณของประเทศจีน ตรงกับวันที่ 5 เดือน 5 ตามปฏิทินจีน (จันทรคติ) ของทุกปี ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 2 มิถุนายน 2557 เพื่อเป็นการระลึกถึงวันที่ ชวีหยวน ขุนนางผู้รักชาติแห่งแคว้นฉู่ นอกจากนี้ ในประเทศจีน บริเวณแม่น้ำฉางเจียน (แยงซีเกียง), ฮ่องกง, ไต้หวัน, มาเก๊า ยังมีการละเล่นแข่งเรือมังกร ที่เป็นการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ในเทศกาลไหว้บ๊ะจ่าง หรือ "ขนมจ้าง"

โดยความเป็นมาของเทศกาลไหว้บ๊ะจ่าง หรือขนมจ้าง ตามตำนานเล่าว่า ในสมัยชุนชิว-จั้นกั๋ว ประเทศจีนถูกแบ่งเป็นแคว้นเล็ก ๆ จำนวนมาก แคว้นฉินเป็นแคว้นที่เข้มแข็งที่สุดในขณะนั้น ส่วนแคว้นฉู่เป็นแคว้นที่อ่อนแอและเล็ก ซึ่งมักถูกแคว้นฉินกดขี่ข่มเหง ชวีหยวน ซึ่งเป็นขุนนางตงฉิน รับราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ถือเอาประโยชน์ของราษฎรเป็นที่ตั้ง เขาห่วงใยประเทศชาติบ้านเมืองของตนมาก จึงเสนอให้แคว้นฉู่ร่วมมือกับแคว้นฉีเพื่อต่อต้านแค้วนฉิน แต่ก็ถูกขุนนางกังฉินคอยใส่ร้ายป้ายสีต่อองค์ฮ่องเต้เสมอ ๆ

จนฮ่องเต้เริ่มมีใจเอนเอียง ชวีหยวนรู้สึกทุกข์ระทมตรมใจมาก จึงได้แต่งกลอนขึ้นเพื่อคลายความทุกข์ใจ กลอนบทนั้นมีชื่อว่า "หลีเซา" ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความห่วงใยบ้านเมืองและราษฎร จนต่อมาฮ่องเต้แคว้นฉู่ถูกกลลวงของแคว้นฉิน และสวรรคตในแคว้นฉิน รัชทายาทองค์ต่อมาจึงได้ขึ้นครองราชบัลลังก์แทน
   หลังจากที่ฮ่องเต้องค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ พระองค์ได้ทรงหลงเชื่อคำยุยงของเหล่าขุนนางกังฉินพวกนั้น ในที่สุดจึงได้มีพระบรมราชโองการให้เนรเทศชวีหยวนออกจากแคว้นฉู่ไป ชวีหยวนเศร้าโศกเสียใจมาก หลังจากเดินทางรอนแรมมาถึงแม่น้ำเปาะล่อกัง (บางตำราว่าเป็นแม่น้ำแยงซีเกียง) ชวีหยวนจึงได้ตัดสินใจกระโดดน้ำตาย เพื่อแสดงออกถึงความรู้สึกจงรักภักดีแต่ประเทศชาติและความคับแค้นใจที่มีต่อสังคม ในวันขึ้น 5 ค่ำ เดือน 5 เมื่อ 278 ปีก่อนคริสต์ศักราช

เมื่อชาวแคว้นฉู่รู้ข่าวการฆ่าตัวตายของชวีหยวน ต่างพากันมายังริมแม่น้ำ ชาวประมงก็ออกพายเรือหาเพื่อหวังว่าจะงมเขาขึ้นมาได้ ในขณะที่ค้นหาศพ บางคนก็นำข้าวปั้น ไข่ต้มที่เตรียมไว้ให้ชวีหยวนโยนลงแม่น้ำ เพื่อหวังว่าปลาปูกุ้งห้อยในน้ำจะกินอาหารพวกนี้แล้วไม่ไปกัดกินร่างของชวีหยวน จากนั้นทุกปีเมื่อครบรอบวันตายของชวีหยวน ชาวบ้านจะนำเอาอาหารไปโปรยลงแม่น้ำเปาะล่อกัง

  เมื่อทำมาได้สองปี ก็มีชาวบ้านผู้หนึ่งฝังเห็นชวีหยวนที่มาในชุดอันสวยงาม และได้กล่าวขอบคุณชาวบ้านที่นำเอาอาหารไปโปรยเพื่อเซ่นไหว้ แต่ชวีหยวนบอกว่าอาหารเหล่านั้นได้ถูกสัตว์น้ำกินเสียจนหมด เนื่องจากบริเวณนั้นมีสัตว์น้ำอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ชวีหยวนจึงแนะนำให้นำอาหารเหล่านั้นห่อด้วยใบไผ่หรือใบจากก่อนนำไปโยนลงน้ำ

ในปีต่อมาชาวบ้านต่างก็ทำตามที่ชวีหยวนแนะนำ ชวีหยวนก็ได้มาเข้าฝันชาวบ้านอีกว่าได้กินมากหน่อย แต่ก็ยังโดนสัตว์น้ำแย่งไปกินได้ ชาวบ้านต้องการให้ชวีหยวนได้กินอาหารที่พวกเขาเซ่นไหว้ไปให้อย่างอิ่มหนำสำราญ จึงได้ถามชวีหยวนว่าควรทำเช่นไรดี จึงได้คำแนะนำว่าเวลาที่จะนำอาหารไปโยนลงแม่น้ำให้ตกแต่งเรือเป็นรูปมังกร เมื่อสัตว์น้ำทั้งหลายได้เห็นก็จะนึกว่าเป็นเครื่องเซ่นของพระยามังกร จะได้ไม่กล้าเข้ามากิน จึงทำให้เป็นที่มาของประเพณีการไหว้ขนมจ้าง (ขนมบ๊ะจ่าง) และประเพณีการแข่งเรือมังกรมาจนถึงปัจจุบัน
การไหว้บ๊ะจ่าง


ส่วนการไหว้บ๊ะจ่างในปัจจุบัน คนจีนจะไหว้ในตอนเช้า โดยไหว้ด้วยธูป 3 ดอก หรือ 5 ดอก การไหว้ด้วยธูป 5 ดอก เพื่อระลึกถึงครูบาอาจารย์ พ่อแม่ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จะเข้าหลัก 5 ธาตุ หรือ โหงวเฮ้ง ของจีน ประกอบด้วย ธาตุดิน ทอง น้ำ ไม้ และไฟ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวกับวิถีชีวิตโดยตรง และถ้าเป็นการไหว้ในไทย ช่วงเช้าก็จะไหว้เจ้าและบรรพบุรุษ แต่ที่พิเศษหน่อยก็ตรงที่มีบ๊ะจ่างเพิ่มเข้ามาด้วย


ความเชื่อเกี่ยวกับ วันไหว้พระจันทร์

วันไหว้พระจันทร์ เป็นวันที่พระจันทร์ส่องแสงงดงามที่สุด และเต็มดวงที่สุด ชาวจีนจึงให้พระจันทร์เป็นสัญลักษณ์ของความสวยงาม เป็นสื่อกลางของการคิดถึงซึ่งกันและกัน เมื่อคนในครอบครัวจากบ้านเกิดไปไกลคิดถึงครอบครัว ก็ให้แหงนมองดวงจันทร์ส่งความรู้สึกที่ดี ส่งความคิดถึงไปสู่ครอบครัวและคนที่รักผ่านดวงจันทร์
นอกจากนี้ ชาวจีนยังถือว่า วันไหว้พระจันทร์ เป็นวันที่คนในครอบครัวจะได้แสดงความสามัคคีกัน และได้ชมดวงจันทร์พร้อมหน้ากัน ซึ่งชาวจีนได้นิยาม วันไหว้พระจันทร์ ว่า "วันแห่งการอยู่พร้อมหน้าของครอบครัว"

ประวัติวันไหว้พระจันทร์

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับต้นกำเนิดของเทศกาลนี้ ยังคงไม่เป็นที่ปรากฏแน่ชัด บ้างก็ว่าจักรพรรดิ์วู แห่งราชวงศ์ฮั่น เป็นผู้ริเริ่มการฉลองเพื่อกราบไว้พระจันทร์เป็นเวลา 3 วันในฤดูใบไม้ร่วงนี้
ขณะที่บางประวัติศาสตร์กล่าวว่า เทศกาลไหว้พระจันทร์ เกิดขึ้นในราวปี พ.ศ. 1911 ในช่วงมองโกลยึดครองจีน ขนมเค้กที่ทำขึ้นก็เพื่อซุกซ่อนข้อความลับของพวกกบฏ ที่มีถึงประชาชนทั่วทั้งประเทศให้มาชุมนุมกันครั้งใหญ่ในเดือน 8 นี้ ทหารมองโกลไม่ได้ระแวงถึงจุดประสงค์ของพวกกบฏ เพราะคิดว่าขนมเค้กเหล่านั้นเป็นการทำตามประเพณีดั่งเดิมของชาวจีน ด้วยเหตุนี้ในคืนนั้นเองทหารมองโกลจึงถูกปราบเสียราบคาบ หลังจากที่ราชวงศ์ใหม่คือราชวงศ์หมิงได้ถูกจัดตั้งขึ้นแล้ว วันไหว้พระจันทร์ จึงถือปฏิบัติกันมาจนถึงทุกวันนี้
การไหว้พระจันทร์
ก่อนหน้านี้ วันไหว้พระจันทร์ ชาวจีนที่เป็นผู้ชายจะไม่นิยมไหว้พระจันทร์ เนื่องจากชาวจีนเชื่อว่า พระจันทร์ถือเป็นหยินซึ่งเป็นธาตุของผู้หญิง ผู้ชายถือเป็นหยาง ดังนั้น จึงให้แต่ผู้หญิงเป็นคนไหว้เท่านั้น แต่ปัจจุบันชาวจีนทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ก็สามารถไหว้พระจันทร์ได้เช่นกัน
การไหว้พระจันทร์ จะเริ่มต้นตอนหัวค่ำซึ่งดวงจันทร์เริ่มปรากฏบนท้องฟ้า และถึงแม้ปีไหนหรือสถานที่แห่งใดมองไม่เห็นพระจันทร์ แต่การไหว้พระจันทร์ของชาวจีน ก็จะยังต้องมีการไหว้พระจันทร์ในค่ำคืนนั้นเหมือนเดิม พิธีดำเนินไปจนถึงประมาณ 4-5 ทุ่ม หลังเสร็จพิธีทุกคนในครอบครัวจะตั้งวงแบ่งกันกินขนมไหว้พระจันทร์ โดยขนมต้องนำมาหั่นแบ่งให้เท่ากับจำนวนคนในครอบครัว ห้ามเกินหรือขาด และแต่ละชิ้นต้องมีขนาดที่เท่ากัน ขนมไหว้พระจันทร์จึงเป็นสัญลักษณ์ของความสามัคคี ความกลมเกลียวคนในครอบครัว ดังนั้น รูปลักษณะของขนมไหว้พระจันทร์ จะต้องทำเป็นก้อนวงกลมเท่านั้น




วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2557

อนุสาวรีย์เสรีภาพ

 
 
 
อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ หรือ รูปสแตทิวออฟลิเบอร์ตี้ เป็นอนุสาวรีย์ที่เป็นสัญลักษณ์ "เสรีภาพ" ของคนอเมริกัน เป็นรูปสตรียืนสูงเด่นอยู่บนแท่นทรงสี่เหลี่ยมสูงที่ตั้งอยู่บนฐานกว้าง 3 ชั้นรองรับกลมกลืนอย่างดี ลดหลั่นกันลงไปอยู่เบื้องล่าง ตัวเทพีสูง 152 ฟุต แขนแต่ละข้างยาว 42 ฟุต นิ้วชี้ยาว 8 ฟุต เล็บนิ้วยาว 10-13 นิ้ว ยืนอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมสูง 150 ฟุต ส่วนที่เป็นลำตัวทำด้วยทองแดงสีเขียวเทอร์คอยส์ ห่มผ้าครุยกรอมเท้า ที่ศรีษะสวมมงกุฏเป็นรัศมีเจ็ดแฉก มือขวาถือโคมไฟชูสูงขึ้นสุดแขน มือซ้ายประคองหนังสือที่ปกเขียนว่า "4 กรกฏาคม 1776" อันเป็นวันประกาศอิสรภาพของอเมริกา ไม่ขึ้นต่ออังกฤษอีกต่อไปและถือเป็นวันชาติอเมริกันมาจนทุกวันนี้

ด้านในตัวเทพีโปร่งเป็นโครงเหล็กที่ออกแบบและคำนวณโดยนายกุสตาฟไอเฟล วิศวกรชื่อดัง (ผู้สร้างหอไอเฟล) โดยแยกเป็นชิ้นส่วนบรรจุในลังทั้งหมดถึง 214 ลัง เมื่อนำมาต่อเป็นรูปร่างแล้วสูงถึง 302 ฟุต (วัดจากปลายคบไฟถึงปลายเท้า) ใช้แผ่นโลหะทองแดงในการหล่อ 32 ตัน รมสีเขียวทั้งตัวเทพี ด้านบนส่วนคบไฟติดตั้งระบบแสงไฟฟ้าสีเขียว 13,250 วัตต์ มีบันไดเวียนให้ผู้เข้าชมขึ้นไปชมวิวทิวทัศน์บนส่วนที่เป็นมงกุฎของเทพี สิ้นค่าใช้จ่าย 700,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 14,000,000 บาท

ตั้งอยู่บนเกาะเล็ก ๆ ขนาดเนื้อที่แค่ 12 เอเคอร์ (ราว ๆ 30 ไร่) ทำทางเดินขนาดใหญ่เข้าสู่ทางด้านหลังของอนุสาวรีย์ แล้วมีทางเดินรอบเลาะริมน้ำให้ชมได้ทุกมุมนักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมได้ถึงมงกุฏ หรือ ขึ้นถึงแค่ฐานสี่เหลี่ยมต่ำกว่าเท้าขององค์อนุสาวรีย์


ความเป็นมาของเทพีเสรีภาพ
สัญลักษณ์แห่งความอิสระแก่ชนอเมริกันและชาวโลก ของขวัญอันยิ่งใหญ่จากชาวฝรั่งเศส

เมื่อ ค.ศ. 1865 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ได้มีนักวิชาการหัวก้าวหน้า และกลุ่มหนุ่มไฟแรงไปพบปะสนทนาด้วยเรื่องการบ้านการเมืองที่บ้านนายเอดู อาร์ต เดอลา บูลาเยอ ถึงการปกครองที่ไม่ได้รับความเป็นเสรีภาพเสมอภาค จากองค์จักรพรรดินโปเลียนที่ 3 และพวกเขากลับไปชื่นชมชาวอเมริกันที่มีความหาญกล้า ลุกฮือกันต่อสู้กับอังกฤษจนสามารถปลดแอกออกจากอังกฤษได้สำเร็จ จากสถานการณ์และความรู้สึกนี้เองทำให้พวกเขาเกิดจุดประกายความคิดที่จะสร้างงานศิลป์ชิ้นหนึ่ง ให้เป็นของขวัญแก่ชาวอเมริกันซึ่งจะมีงานเฉลิมฉลองวันชาติอเมริกาครบ 100 ปี ในวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1876 ที่จะมาถึง โดยร่วมกันรณรงค์หาเงินทุน ในการสร้างจากประชาชนฝรั่งเศสทั่วประเทศ

ในที่สุดเขาเหล่านั้นก็มอบให้ เฟรเดริก ออกุสต์บาร์โธลดีศิลปินมีชื่อในการปั้นเป็นผู้ออกแบบ โดยลงมติว่าของขวัญจะเป็นรูปปั้นขนาดใหญ่ คือรูปผู้หญิงแต่งกายชุดเสื้อคลุม เหมือนชาวโรมันสวมมงกุฎมีลักษณะเป็นรูปเดือยแหลมพุ่งออกมา 7 แฉก สื่อความหมายถึง 7 ทวีป และ 7 คาบมหาสมุทรในท่ายืนชูคบไฟ ด้วยมือขวาคือเป็นผู้ให้แสงสว่างแก่เสรีภาพมือซ้ายถือแผ่นจารึกประกาศอิสรภาพ จารึกอักษร 4 JULY 1876 เท้าข้างหนึ่งมีโซ่ตรวนที่ขาดสะบั้นแทนความหลุดพ้นจากการเป็นทาส ตัวเทพีหล่อด้วยโลหะทองแดง การดำเนินสร้างส่วนฐานติดตั้งตัวเทพี เป็นภารกิจของชนชาวมะกันที่ร่วมกันระดมทุนสร้างเป็นตึกสูง 87 ฟุต ด้วยการออกแบบของสถาปนิกชาวมะกัน ริชาร์ด มอร์ริส ฮันท์ ภายในตัวตึกจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติการสร้างอนุสาวรีย์ และการสร้างชาติสหรัฐอเมริกา พิธีเปิดเป็นทางการโดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ โกรฟเวอร์ คลีฟ-แลนด์ ในวันที่ 28 ตุลาคม 1886 ท่ามกลางความปีติ ของชาวอเมริกันและชาวฝรั่งเศสในยุคนั้นเป็นอย่างยิ่ง

มีเรื่องเป็นทางการว่า “อนุสาวรีย์แด่อิสรภาพของอเมริกัน : เสรีภาพส่องแสงสว่างแก่ชาวโลก” (MONUMENT TO AMERICAN INDEPENDENT : LIBERTY ENLIGHTENING THE WORLD) ในวันที่ 4 กรกฎาคมของทุก ๆ ปี ชาวอเมริกันจะจัดเฉลิมฉลองวันชาติของตน ณ บริเวณอนุสาวรีย์เทพีสันติภาพแห่งนี้ด้วยความภูมิใจในความเป็นชาติมหาอำนาจ และประเทศผู้นำระบอบการปกครองประชาธิปไตยของโลกอย่างเต็มความภาคภูมิ
อนุสาวรีย์วอชิงตัน

อนุสาวรีย์วอชิงตัน
อนุสาวรีย์วอชิงตัน (Washington Monument) ตั้งอยู่ ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี สหรัฐอเมริกา เป็นอนุสาวรีย์ที่สร้างเพื่อเป็นเกียรติแก่จอร์จ วอชิงตัน ประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอเมริกา มีลักษณะเป็นแท่งโอเบลิสก์ ทำด้วยหินอ่อน หินแกรนิต และหินทราย สูง 169 เมตร เป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในวอชิงตัน ดี.ซี. ได้รับการออกแบบโดยโรเบิร์ต มิลส์ สถาปนิกในยุคนั้น อนุสาวรีย์วอชิงตันได้มีการเริ่มสร้างในปี ค.ศ. 1848 สร้างเสร็จก็ในปี ค.ศ. 1884 ซึ่งใช้เวลาสร้างนานถึง 36 ปี เหตุผลที่เกิดการสร้างมายาวนานขนาดนี้ก็คือ เนื่องจากเงินบริจาคหมด ประกอบกับการเกิดสงครามกลางเมืองอเมริกัน และเมื่อสร้างเสร็จในเวลาต่อมาก็ได้ทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อ 9 ตุลาคม ค.ศ. 1888 ใช้หินไป 36,491 ก้อน หนัก 90,854 ตัน ใช้เงินไปทั้งสิ้น 1,187,710 เหรียญสหรัฐ นอกจากเป็นอนุสาวรีย์แล้ว ข้างบนยังเป็นจุดชมวิว มีลิฟต์และบันได 897 ขั้น หินแต่ละก้อนที่นำมาสร้างบันไดในอนุสาวรีย์ได้มาจากที่ต่างๆทุกรัฐของอเมริกา และจากการบริจาคจากองค์กรเอกชนและรัฐบาลมิตรประเทศต่างๆของอเมริกา อาจเรียกว่าเป็นหินนานาชาติก็ว่าได้
อนุสาวรีย์วอชิงตันอนุสาวรีย์วอชิงตัน
อนุสาวรีย์วอชิงตันอนุสาวรีย์วอชิงตัน

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ : Albert Einstein


ประวัติ

เกิด วันที่ 14 มีนาคม ค.ศ.1879 ที่เมืองอูล์ม (Ulm) ประเทศเยอรมนี
เสียชีวิต วันที่ 18 มิถุนายน ค.ศ.1955 ที่เมืองนิวเจอร์ซี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา
ผลงาน
- ค้นพบทฤษฎีสัมพัทธภาพ (Theory of Relativity)
- ค้นพบทฤษฎีการแผ่รังสี (Photoelectric Effect Theory)
- ได้รับรางวัลโนเบล สาขาฟิสิกส์ ในปี ค.ศ.1921


ในบรรดานักวิทยาศาสตร์ในช่วงศตวรรษที่ 19-20 ไอน์สไตน์ถือว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุด และอาจกล่าวได้ว่า เขาคือผู้ยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยระเบิดปรมาณูอันทรงอานุภาพแห่งการทำลายล้าง เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้น ไอน์สไตน์ ได้ส่งจดหมายฉบับหนึ่งถึงประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี. รูสเวลท์ (Franklin Delano Roosevelt) เกี่ยวกับคุณประโยชน์ของ แร่ยูเรเนียมที่สามารถนำมาสร้างลูกระเบิดพลังงานการทำลายสร้างรุนแรง เพื่อบังคับให้ญี่ปุ่นประกาศแพ้สงคราม และนำสันติภาพ มาสู่โลกอีกครั้งหนึ่ง ฝ่ายสัมพันธมิตรจึงตกลงทิ้งระเบิดปรมาณูลูกแรกของโลกลงที่เมืองฮิโรชิมา (Hiroshima) ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งส่งผลให้คนเสียชีวิตทันทีกว่า 60,000 คน และเสียชีวิตภายหลังอีกกว่า 100,000 คน

ไอน์สไตน์เกิดเมื่อวันที่ 14 มีนาคม ค.ศ.1879 ที่เมืองอูล์ม ประเทศเยอรมนี ไอน์สไตน์เป็นชาวเยอรมันแต่ก็มีเชื้อสายยิวด้วย บิดาของไอน์สไตน์เป็นเจ้าของร้านจำหน่ายเครื่องยนต์และสารเคมี ชื่อว่า เฮอร์แมน ไอน์สไตน์ (Herman Einstein) ต่อมาเมื่อ ไอน์สไตน์อายุได้ 1 ขวบ บิดาได้ย้ายไปอยู่ที่เมืองมิวนิค ซึ่งคนส่วนใหญ่ในเมืองเป็นชาวยิวเช่นเดียวกับเขา ทำให้เขาไม่มีปัญหากับ เพื่อนบ้าน ไอน์สไตน์เป็นเด็กที่เงียบขรึม และมักไม่ค่อยชอบออกไปเล่นกับเพื่อน ๆ ในวัยเดียวกัน จนบิดาเข้าใจว่าเขาเป็นคนโง่ จึงได้จ้างครูมาสอนพิเศษให้กับไอน์สไตน์ที่บ้าน โดยเฉพาะเรื่องการพูด ถึงแม้ว่าการพูดของเขาจะดีขึ้น แต่เขาก็ยังเงียบขรึม และ ไม่ออกไปเล่นกับเพื่อนเหมือนเช่นเคย เมื่อไอน์สไตน์อายุได้ 5 ขวบ บิดาได้ส่งเข้าโรงเรียนที่ยิมเนเซียม (Gymnasium) นักเรียน ในโรงเรียนแห่งนี้ทั้งหมดเป็นชาวเยอรมัน และนับถือศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก ถึงอย่างนั้นไอน์สไตน์ก็เข้ากับเพื่อนได้ดี แต่สิ่งที่เขาไม่ชอบมากที่สุดในโรงเรียนก็คือการสอนที่น่าเบื่อหน่าย ที่ใช้วิธีการท่องจำเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นวิธีการที่เขาเกลียดที่สุด ทำให้ไอน์สไตน์ไม่อยากไปโรงเรียน มารดาจึงหาวิธีแก้ปัญหาให้ไอน์สไตน์ โดยการให้เขาเรียนไวโอลินและเปียโนแทน แต่วิชาที่ ไอน์สไตน์ให้ความสนใจมากที่สุดคือ คณิตศาสตร์ โดยเฉพาะวิชาเรขาคณิตเป็นวิชาที่เขาชอบมากที่สุด ทำให้เขาละทิ้งวิชาอื่น ยกเว้นวิชาดนตรี และเรียนวิชาอื่นได้แย่มาก แม้ว่าจะทำคะแนนวิชาคณิตศาสตร์ได้ดีมาก เขาก็มักจะถูกครูตำหนิอยู่เสมอ

ต่อมาไอน์สไตน์อายุ 15 ปี กิจการโรงงานของพ่อเขาแย่ลง เนื่องจากการรวมตัวของบริษัทผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าและเคมีหลายแห่ง ทำให้โรงงานของพ่อเขาไม่สามารถจำหน่ายสินค้าได้ ครอบครัวของเขาต้องย้ายไปอยู่ที่เมืองมิลาน (Milan) ประเทศอิตาลี (Italy) แต่ไอน์สไตน์ไม่ได้ย้ายตามไปด้วย เพราะยังติดเรียนอยู่ แต่ด้วยความที่เขาคิดถึงครอบครัวมาก หลังจากนั้นอีก 6 เดือน เขาได้วางแผน ให้แพทย์ออกใบรับรองว่าเขาป่วยเป็นโรคประสาท เพื่อให้เขาได้เดินทางไปหาพ่อกับแม่ที่อิตาลี เมื่อเป็นเช่นนั้นไอน์สไตน์จึงเดินทาง ไปหาครอบครัวที่มิลาน แต่ก่อนที่เขาจะออกเดินทางเขาได้ขอใบรับรองทางการศึกษา เพื่อสะดวกในการเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนอื่น

ต่อมาไอน์สไตน์ได้สอบเข้าเรียนต่อวิชาคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ ที่วิทยาลัยโปลีเทคนิค เมืองซูริค (Federal Poleytechnic of Zurich) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ไอน์สไตน์สอบวิชาคณิตศาสตร์ได้คะแนนดีมาก ส่วนวิชาชีววิทยาและภาษา ได้แย่มาก ทำให้ เขาไม่ได้รับคัดเลือกให้เข้าเรียนในวิทยาลัยแห่งนี้ ต่อมาอีก 1 สัปดาห์ เขาได้รับจดหมายจากครูใหญ่วิทยาลัยโปลีเทคนิค ได้เชิญเขา ไปพบและแนะนำให้เขาไปเรียนต่อ เพื่อให้ได้ประการศนียบัตร ซึ่งสามารถเข้าเรียนต่อวิทยาลัยโปลีเทคนิคได้โดยไม่ต้องสอบ หลัง จากนั้นเขาจึงเข้าเรียนที่วิทยาลัยของสวิตเซอร์แลนด์ ตามหลักสูตร 1 ปี ระหว่างนี้เขาได้พักอาศัยอยู่กับครูผู้หนึ่งที่สอนอยู่ในโรงเรียน แห่งนี้ ไอน์สโตน์รู้สึกชอบวิทยาลัยแห่งนี้มาก เพราะการเรียนการสอนเป็นอิสระไม่บังคับ และไม่จำกัดมากจนเกินไป แนวการสอน เป็นการกระตุ้นให้นักเรียนได้เรียนรู้ตามความสามารถของตน นอกจากนี้สภาพแวดล้อมในการเรียนยังดีมากดีด้วย เพราะได้มีการจัด ห้องเรียนเฉพาะสำหรับแต่ละวิชา เช่น ห้องเรียนภูมิศาสตร์ก็มีภาพแผนที่ สถานที่ต่าง ๆ ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ แขวนไว้ โดยรอบห้อง ส่วนห้องเคมีก็มีอุปกรณ์ในการทดลองวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัย นอกจากนี้โรงเรียนแห่งนี้ยังมีนักเรียนจำนวนมาก ทำให้ ไอน์สไตน์ไม่รู้สึกว่ามีปมด้อยที่เป็นชาวยิวอีกต่อไป หลังจากที่เขาจบหลักสูตรที่โรงเรียนมัธยม 1 ปี ไอน์สไตน์ได้เข้าเรียนต่อที่วิทยาลัย เทคนิคในสาขาวิชาฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ตามที่ได้ตั้งใจไว้